⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5520/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5520/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยอ้างว่าสัญญาเป็นโมฆะและขอให้ศาลเพิกถอนสัญญา ถือเป็นเพียงคำให้การต่อสู้คดี ไม่ใช่ฟ้องแย้ง หากไม่มีการเสนอข้อหาที่อาจกระทบถึงสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์นอกเหนือจากคำฟ้องเดิม

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องแย้งนอกจากจะเป็นคำให้การต่อสู้คดีแล้วยังต้องเป็นการเสนอข้อหาของจำเลยต่อโจทก์อันอาจมีผลให้เกิดการกระทบกระเทือนถึงสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ นอกเหนือจากที่จะเกิดตามปกติจากคำฟ้องและคำให้การ การที่จำเลยที่ 1 ให้การว่าสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ขอถือคำให้การนี้เป็นฟ้องแย้งตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวหากศาลพิจารณาแล้วเห็นเป็นเช่นนั้น ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตามกฎหมาย ซึ่งก็คือสัญญากู้ยืมถูกเพิกถอนและทำลายไปนั่นเอง หาได้มีผลกระทบถึงสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์นอกเหนือจากคำฟ้องแต่อย่างใด คำฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงมีสภาพเป็นเพียงคำให้การ หาใช่ฟ้องแย้งไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญายืมบัญชีเดินสะพัด ค้ำประกัน และจำนองเป็นเงิน 14,162,743.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จากเงินต้นรวม 12,759,484.94 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระ ขอให้บังคับจำนองที่ดินที่นำมาจำนอง 3 แปลง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องเคลือบคลุม สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระงับ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ร้อยละ 7.5 ต่อปี สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยตกลงกับโจทก์ว่าให้โจทก์ฟ้องคดีได้ทันทีในกรณีผิดนัด การที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมและฝ่าฝืนเจตนาของคู่สัญญา สัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นโมฆะ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเพิกถอนและทำลายสัญญากู้ยืมเงินรวมทั้งสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ แต่ไม่รับฟ้องแย้งโดยเห็นว่าหากฟังว่าสัญญาเป็นโมฆะศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องและจำเลยทั้งสองย่อมไม่ต้องรับผิดตามฟ้องกรณีต้องตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว ศาลไม่จำต้องพิพากษาเพิกถอนสัญญาอีก จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีกับโจทก์โดยอ้างว่าสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1เป็นโมฆะด้วยเหตุจำเลยที่ 1 สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญาและฝ่าฝืนเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญา จำเลยที่ 1 ขอถือคำให้การนี้เป็นฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนและทำลายสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เห็นว่า ฟ้องแย้งนอกจากจะเป็นคำให้การต่อสู้คดีแล้ว ยังต้องเป็นการเสนอข้อหาของจำเลยต่อโจทก์อันอาจมีผลให้เกิดการกระทบกระเทือนถึงสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ นอกเหนือจากที่จะเกิดตามปกติจากคำฟ้องและคำให้การ ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 หากศาลพิจารณาแล้วเห็นเป็นเช่นนั้น ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้รับการบังคับให้ตามกฎหมาย ซึ่งก็คือสัญญากู้ยืมถูกเพิกถอนและทำลายไปนั่นเอง หาได้มีผลกระทบถึงสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์นอกเหนือจากคำฟ้องแต่อย่างใด ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1จึงมีสภาพเป็นเพียงคำให้การ หาใช่ฟ้องแย้งไม่ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5520/2542 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดลิ้มไหล่เฮง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดลิ้มไหล่เฮง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ · ระพินทร บรรจงศิลป · วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 42/2498ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 7122/2545ฎีกา 7154/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 647/2521ฎีกา 369/2522ฎีกา 2752/2537ฎีกา 4335/2539ฎีกา 370/2506ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 9117/2539ฎีกา 1603/2551ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 5438/2537ฎีกา 85/2540ฎีกา 8543/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ