⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2323/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2323/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้จะระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือ แต่หากมีที่มาจากการจ้างแรงงานและไม่ได้เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายภาษีอากร ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีและนายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

ย่อคำพิพากษา

ป.รัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (51) สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอม ปรากฏว่าเงินจำนวน ที่จำเลยยอมจ่ายให้โจทก์ระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือ มิได้ระบุว่าเป็นเงินชดเชย และตามคำฟ้องนอกจากโจทก์ฟ้องเรียก ค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม แล้วยังฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายอีกด้วย ดังนั้น เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ดังกล่าวจึงมิใช่ค่าชดเชยหรือพอจะแปลได้ว่าเป็นค่าชดเชย เพราะไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดอันจะมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่ได้รับยกเว้นรัษฎากร ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 217 (พ.ศ. 2542) ออกตามความใน ป.รัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฏากร ข้อ 2 (51) การที่จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพราะถูกโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฏากร มาตรา 40 (1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมิน เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 42 จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมจึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตาม ป.รัษฎากร มาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.40 ประมวลรัษฎากร ม.42 ประมวลรัษฎากร ม.50

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยฟ้องขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากไม่สามารถ รับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ขอให้จำเลยชำระค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหาย ระหว่างพิจารณาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์จำนวน ๒๙๙,๓๐๕ บาท โดยจำเลยจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลเพื่อให้โจทก์รับไปจากศาล หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันที ซึ่งโจทก์ตกลงและไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดอีก ซึ่งศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์ไม่ครบตามคำพิพากษา โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากร ซึ่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักภาษี ณ ที่จ่ายดังกล่าว เพราะเงินตามคำพิพากษาเป็นเงินค่าชดเชย ได้รับยกเว้นรัษฎากรในส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างหรือเงินเดือนค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายแต่ไม่เกินสามแสนบาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๑๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินดังกล่าวไม่ใช่ค่าชดเชย จำเลยจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตาม ป.รัษฎากร โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่าจำเลยมีหน้าที่หัก ภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้วปรากฏว่าเงินที่จำเลยยอมจ่ายให้โจทก์นั้นไม่ได้ระบุไว้แน่ชัดว่าเป็นเงินตามฟ้องประเภทใดเป็นแต่เพียงระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือ และเมื่อตรวจดูคำฟ้องแล้วปรากฏว่านอกจากโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยและเงินเพิ่มแล้วยังฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและ ค่าเสียหายอีกด้วย ดังนั้นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์เพื่อให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือดังกล่าวจึงมิใช่ค่าชดเชยหรือพอจะแปลได้ว่าเป็นค่าชดเชย เพราะนอกจากจะไม่ระบุว่าเป็นค่าชดเชยแล้วยังไม่ปรากฏว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดอันจะมีผลให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยแต่อย่างใด เมื่อเงินจำนวนดังกล่าวไม่ใช่ค่าชดเชยจึงไม่ได้รับยกเว้นรัษฎากร ตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๑๗ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ ๒ (๕๑) อย่างไรก็ตามการที่จำเลยยอมจ่ายเงินช่วยเหลือดังกล่าวแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความก็เพราะโจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินอันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างนั่นเอง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา ๔๐ (๑) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้ พึงประเมิน เมื่อไม่ปรากฏว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องเสียภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๔๒ ดังนั้นจำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมจึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๕๐ ประกอบด้วยมาตรา ๓ จตุทศ คำสั่งของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2323/2544 นายชุมพล หวังวัชรกุล โจทก์ บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชุมพล หวังวัชรกุล · จำเลย - บริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)หัสดี ไกรทองสุก · กมล เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายนพรัตน์ รุพันธ์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10135/2539ฎีกา 5890/2539ฎีกา 439/2508ฎีกา 4096/2528ฎีกา 2034/2536ฎีกา 98/2536ฎีกา 4719/2529ฎีกา 4797/2534ฎีกา 1400/2553ฎีกา 6220/2549ฎีกา 4708/2542ฎีกา 12104/2547ฎีกา 1587/2522ฎีกา 2642/2538ฎีกา 3113/2531ฎีกา 3193/2543ฎีกา 2366/2516ฎีกา 4458/2528ฎีกา 736/2550ฎีกา 9909/2539ฎีกา 3867/2531ฎีกา 6899/2559ฎีกา 3934/2534ฎีกา 9038/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา