⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2366/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินที่ได้รับจากการประนีประนอมยอมความเพื่อระงับข้อพิพาทตามสัญญา ไม่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด แม้จะมีคดีอาญาที่เกี่ยวข้องก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยต่างฟ้องคดีซึ่งกันและกันทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยคืนค่าหุ้นและแบ่งผลกำไร โดยจำเลยยอมชำระเงินให้โจทก์250,000 บาท และโจทก์จำเลยยอมเลิกคดีที่พิพาทกันทุกคดีเงินจำนวน 250,000 บาทที่โจทก์ได้รับเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทในคดีที่โจทก์ฟ้องขอคืนค่าหุ้นและแบ่งผลกำไร อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญา จึงไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด แม้จะมีคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยหาว่าปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเป็นส่วนช่วยให้การประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นผลสำเร็จลงได้ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เรียกเอาค่าเสียหายอะไรในคดีอาญานั้นด้วย จะถือว่าเงินนั้นเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดยังไม่ได้ เงินจำนวน 250,000 บาทนี้จึงไม่เป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดอันจะได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1062 ประมวลรัษฎากร ม.42

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เนื่องจากโจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ ๑ หาว่าสมคบกับบุคคลอื่นกระทำความผิดคดีอาญาหลายคดี ในที่สุดตกลงกันโดยโจทก์ถอนฟ้องคดีเหล่านั้นและจำเลยที่ ๑ กับพวกยอมชดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆจากการที่ฝ่ายจำเลยได้ก่อให้เกิดการฟ้องร้องขึ้น ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ยุยงให้จำเลยที่ ๒ ประเมินภาษีเงินได้จากเงินชดใช้ค่าเสียหายนั้น โจทก์อุทธรณ์จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่าโจทก์ต้องเสียภาษีเงินได้ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องเพราะเงินที่โจทก์ได้รับนั้นเป็นเงินชดใช้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการเป็นความ ทั้งเป็นเงินค่าเสียหายจากการละเมิดอีกด้วย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยทั้งห้าให้การว่า จำเลยที่ ๑ เคยเป็นความกับโจทก์ ต่อมาได้ตกลงเลิกคดีกันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คดีที่ยอมความกันนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยฐานละเมิด การประเมินภาษีของจำเลยที่ ๒ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ ถูกต้องแล้ว วันชี้สองสถาน โจทก์แถลงรับว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจริงตามคำให้การจำเลย โจทก์ขอสละประเด็นอื่นทั้งหมด ขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า เงินที่โจทก์ได้มาเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดหรือไม่ และได้รับยกเว้นในการเก็บภาษีหรือไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เงินที่โจทก์ได้มามิใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดโดยตรง พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับนายประสงค์กับพวกต่างยื่นฟ้องซึ่งกันและกันเป็นคดีแพ่งและคดีอาญาหลายสำนวน ต่อมาคู่ความในทุกคดีแถลงขอตกลงประนีประนอมเลิกคดีกันและทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๖๕/๒๕๐๓ โดยจำเลยที่ ๑ นายประสงค์ นายสงวน นายยนต์ และนายเต๊ะ จำเลยในคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารปลอมยอมใช้เงินให้โจทก์ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ส่วนคดีต่าง ๆ ที่พิพาทกันอยู่ในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา คู่ความจะได้ยื่นคำร้องขอถอนให้เสร็จสิ้นไปต่างไม่ติดใจเรียกร้องอะไรกันอีก และคู่ความทุกคดียอมสละสิทธิที่จะบังคับคดีในทุกคดี มีปัญหาว่า เงินจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาทที่โจทก์ได้รับเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดอันจะได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีเงินได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มิได้นำสืบว่าเงินจำนวนดังกล่าวได้จ่ายให้เพื่อทดแทนความเสียหายอะไรของโจทก์ที่จะถือเอาได้ว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เพราะทั้งสองฝ่ายรับกันได้ความแต่เพียงว่า จำเลยกับพวกยอมให้เงินแก่โจทก์ และทุกฝ่ายยอมเลิกคดีซึ่งต่างฟ้องร้องกันและกันเสียเท่านั้น ไม่ได้ระบุว่าให้เงินนั้นตามข้อเรียกร้องในคดีใด หรือให้เพื่อทดแทนความเสียหายอะไร แม้คดีที่โจทก์ยอมเลิกจะมีคดีอาญาที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ กับพวก ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมรวมอยู่ด้วย ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เรียกเอาค่าเสียหายอะไรในคดีนั้น จะถือว่าเงินที่โจทก์ได้รับเป็นเงินทดแทนความเสียหายโจทก์ยังไม่ได้ และเมื่อพิเคราะห์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๑๖๕/๒๕๐๓ กลับจะเห็นได้ว่าเงินจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาทที่โจทก์ได้รับไปนั้น เป็นการระงับข้อพิพาทในคดีที่โจทก์ฟ้องขอคืนค่าหุ้นและแบ่งผลกำไร อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญา เงินนั้นก็ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด แม้การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ กับพวกหาว่าปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จะมีส่วนช่วยให้การประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นผลสำเร็จลงได้ ก็หาทำให้ถือได้ว่าเงินที่ชำระกันตามข้อเรียกร้องในคดีแพ่งนั้นเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดไปไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2366/2516 นายประยูร ศรีประเสริฐ กับพวกรวม 3 คน โจทก์ นายสนิท พงษ์นุ่มกุล กับพวกรวม 5 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประยูร ศรีประเสริฐ กับพวกรวม 3 คน · จำเลย - นายสนิท พงษ์นุ่มกุล กับพวกรวม 5 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพรียบ หุตางกูร · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายอภินย์ ปุษปาคม · ศาลอุทธรณ์ - นายเพียร ศรีอรุณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1913/2520ฎีกา 1479/2542ฎีกา 481/2526ฎีกา 3023/2533ฎีกา 4513/2533ฎีกา 98/2536ฎีกา 4719/2529ฎีกา 793/2546ฎีกา 2335/2551ฎีกา 464/2567ฎีกา 4192/2536ฎีกา 616-617/2518ฎีกา 8358/2538ฎีกา 1145/2512ฎีกา 283/2536ฎีกา 2738/2554ฎีกา 2499/2524ฎีกา 1211/2518ฎีกา 2252/2527ฎีกา 3390/2526ฎีกา 226/2532ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4458/2528ฎีกา 665/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา