⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2499/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2499/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การนับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 มิให้นับวันเริ่มต้นแห่งการกระทำละเมิดรวมคำนวณไปด้วย. * นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง. * การกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 เป็นการกำหนดตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดโดยเฉพาะ จะนำกฎหมายอื่นมาใช้บังคับไม่ได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2518 การนับอายุความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 158 มิให้นับวันที่ 20 พฤษภาคม 2518 ซึ่งเป็นวันแรกรวมคำนวณไปด้วย เพราะมิได้มีการเริ่มอะไรในวันนั้น ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2518 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2519 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะครบ 1 ปี คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 3 เข้าหุ้นกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลดำเนินกิจการเหมืองแร่จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นยามรักษาทรัพย์สินของเหมืองแร่ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ด้วย การที่จำเลยที่ 3 มอบอาวุธปืนให้จำเลยที่ 1 ไปใช้ในการอยู่ยามและจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงโจทก์ในขณะปฏิบัติหน้าที่ยามเพื่อรักษาทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่อยู่ในเหมือง ถือว่าเป็นการกระทำในทางการที่จ้างจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ให้อำนาจศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดจึงเป็นเรื่องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ในโดยเฉพาะแล้ว จะนำกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวกับความรับผิดระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างประสบอุบัติเหตุขณะ ปฏิบัติหน้าที่มาใช้บังคับไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.158 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ในการทำเหมืองแร่จำเลยที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนดำเนินงานกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหน้าที่ทำกิจการและดูแลเหมืองแร่ในขณะปฏิบัติหน้าที่จำเลยที่ ๑ ได้ใช้ปืนยิงโจทก์โดยเจตนาฆ่าโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสตาขวาบอดเสียค่ารักษาพยาบาล ๑,๕๙๐ บาท ขาดรายได้ระหว่างรักษาตัว ๓,๖๐๐ บาท และขอค่าสินไหมทดแทนที่ตาพิการ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์กับพวกบุกรุกเข้าไปในเขตประทานบัตรของจำเลยที่ ๒ โดยมุ่งจะลักทรัพย์ จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิดเพราะไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ กระทำไปเกี่ยวกับการป้องกันตัวและทรัพย์สิน โจทก์เสียหายไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท โจทก์ฟ้องคดีเกิน ๑ ปีคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๕๔,๔๔๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๘๘ หรือไม่ จำเลยฎีกาว่าเหตุเกิดวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๑๘ โจทก์ต้องฟ้องภายในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นวันครบ ๑ ปี ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๘ บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลานับเป็นวันก็ดีสัปดาห์ เดือนหรือปีก็ดีท่านมิได้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมคำนวณเข้าด้วยเว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเอง" ตามบทบัญญัติดังกล่าว การนับเวลาในคดีนี้ จึงนับวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๑๘ ซึ่งเป็นวันแรกคำนวณเข้าในอายุความด้วยไม่ได้ เพราะมิได้มีการเริ่มอะไรในวันนั้น ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๑๘ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะครบ ๑ ปี คดีของโจทก์ จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่เป็นยามรักษาทรัพย์สินของเหมืองแร่ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เข้าหุ้นส่วนกันดำเนินกิจการ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๓ ด้วย การที่จำเลยที่ ๓ มอบอาวุธปืนให้จำเลยที่ ๑ ไปใช้ในการอยู่ยามเพื่อรักษาทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ และการที่จำเลยที่ ๑ ใช้ปืนที่จำเลยที่ ๓ มอบไปยิงโจทก์ในขณะปฏิบัติหน้าที่ยามเพื่อรักษาทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ที่อยู่ในเหมือง ถือว่าเป็นการกระทำในทางการที่จ้าง จำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๕ จำเลยทั้งสามฎีกาว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้ระบุกำหนดไว้ชัดว่าจะต้องชดใช้กันเท่าไร ต้องนำกฎหมายใกล้เคียงคือกฎหมายแรงงานมาใช้ ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดอันเกิดจากมูลละเมิดไว้แล้ว ส่วนจะรับผิดเป็นจำนวนเท่าใดเป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำสืบ และมาตรา ๔๓๘ แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวก็ให้อำนาจศาลวินิจฉัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด จึงเป็นเรื่องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจะนำกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับความรับผิดระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ในกรณีที่ลูกจ้างประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่มาใช้บังคับไม่ได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2499/2524 นายสุธรรม รักษา โจทก์ นายอาทร หรือเพชร พัฒนชัย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุธรรม รักษา · จำเลย - นายอาทร หรือเพชร พัฒนชัย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บรรเทอง ภู่กฤษณา · ชลูตม์ สวัสดิทัต · วัฒน์ ผดุงจิตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพังงา - นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร · ศาลอุทธรณ์ - นายสุชาติ จิวะชาติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 163/2491ฎีกา 4810/2542ฎีกา 707/2507ฎีกา 4300/2543ฎีกา 1127/2505ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 1479/2542ฎีกา 2685/2536ฎีกา 5095/2556ฎีกา 481/2526ฎีกา 4513/2533ฎีกา 6560/2555ฎีกา 8203/2538ฎีกา 2335/2551ฎีกา 2501/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 3026/2517ฎีกา 4192/2536ฎีกา 4473/2541ฎีกา 4258/2541ฎีกา 616-617/2518ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1145/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา