⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4810/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4810/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจกำหนดให้มีการนั่งพิจารณาคดี ณ สถานที่อื่นภายในเขตอำนาจของตนได้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้รวดเร็วและสะดวกแก่ประชาชน

ย่อคำพิพากษา

คำสั่งศาลจังหวัดที่กำหนดการนั่งพิจารณาคดีของศาลจังหวัด ณ ที่ว่าการอำเภอ ในเขตศาลจังหวัดมิใช่เป็นการจัดตั้งศาลขึ้นใหม่ต่างหากจากศาลจังหวัด เขตอำนาจศาลที่กำหนดในคำสั่งนี้ยังคงอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด บรรดาคดีที่กำหนดในคำสั่งนั่งพิจารณา ณ ที่ว่าการอำเภอก็ยังคงอยู่ในอำนาจศาลจังหวัด คำสั่งดังกล่าวมิใช่เป็นการกำหนดสถานที่เปิดเป็นที่ตั้งศาลถาวรแห่งใหม่ แต่เป็นการกำหนดสถานที่เพื่อให้ประชาชนทราบว่าศาลจังหวัดมีที่ทำการอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอที่กำหนดเท่านั้นซึ่งเป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้นั่งพิจารณา ณ สถานที่อื่นหรือที่ใด ๆ ภายในเขตอำนาจของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 35 คำสั่งดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งจัดตั้งศาลยุติธรรมขึ้นมาใหม่ มิใช่เรื่องที่ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติและไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(9) จะให้คำนิยามคำว่าการนั่งพิจารณาไว้แต่เมื่อถ้อยคำในมาตรา 35 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็วเป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี การแปลความบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องแปลความหมายให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ กล่าวคือย่อมรวมถึงการนั่งพิจารณาคดีอันได้แก่ การยื่นคำฟ้อง คำร้องคำขอต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับการนั่งพิจารณาด้วยมิใช่แปลจำกัดเคร่งครัดแต่เฉพาะการนั่งพิจารณาคดีเป็นรายเรื่องไปเพราะมิฉะนั้นแล้วย่อมไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์แห่งกฎหมายและหาประโยชน์อันแท้จริงมิได้อีกทั้งการแปลความจำกัดเฉพาะอำนาจที่กำหนดการนั่งพิจารณา ณ สถานที่อื่นไม่รวมถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว ยิ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกและล่าช้ายิ่งขึ้น คำสั่งศาลจังหวัดดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการจำเป็นตามความหมายแห่งมาตรา 35 หาต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 218 หรือความจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 67 ทั้งคำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งให้เปิดทำการศาล จึงไม่ต้องกระทำในรูปพระราชกฤษฎีกาและไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและไม่นอกเหนืออำนาจของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 10การที่ศาลแปลความมาตรา 35 ตามวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 โดยชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.35 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.5 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.6 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.10 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.16 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ พ.ศ.2537 ม.3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม.6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม.218

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ. 2497 มาตรา 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ. 2485มาตรา 23, 37 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สืบเนื่องมาจากศาลนี้ได้มีคำสั่งออกไปนั่งพิจารณา ณที่ทำการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) ในอาคารที่ว่าการอำเภอนางรอง (หลังเก่า)มีเขตอำนาจครอบคลุมพื้นที่เกิดเหตุคดีนี้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมาย-วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 35 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 เพื่อใช้อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง คดีอาญาทั้งปวง ทั้งนี้โดยเป็นการจำเป็นที่จะให้เกิดความสะดวก รวดเร็วและประหยัดแก่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้น โจทก์จะต้องนำตัวบุคคลดังกล่าวไปแถลงฟ้องด้วยวาจาต่อศาล ณ ที่ทำการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) ตามคำสั่งดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ให้นำบุคคลดังกล่าวไปฟ้องที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) ตามคำสั่งดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีคำสั่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 12/2541 เรื่อง กำหนดการนั่งพิจารณาคดีของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ณ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีข้อความว่า "ด้วยกระทรวงยุติธรรมเห็นว่า ประชาชนในอำเภอนางรอง ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลต้องประสบความยากลำบากในการเดินทางมาใช้สิทธิทางศาล เป็นเหตุให้ไม่สามารถกระจายความยุติธรรมไปอย่างทั่วถึง ทั้งมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดนางรองขึ้นที่อำเภอนางรองจังหวัดบุรีรัมย์ พ.ศ. 2537 แล้ว แต่จนบัดนี้ก็ยังมีอุปสรรคไม่อาจเปิดทำการได้ เพื่อยังให้การเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมอันถือเป็นความจำเป็น สมควรให้ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ไปนั่งพิจารณา ณ ที่ทำการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) ในอาคารที่ว่าการอำเภอนางรอง (หลังเก่า) มีเขตอำนาจครอบคลุมพื้นที่อำเภอดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบกับมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงกำหนดให้มีการนั่งพิจารณา ณ ที่ทำการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) เพื่อใช้อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งคดีอาญาทั้งปวงตามความใน มาตรา 16 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม" เห็นว่า คำสั่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ดังกล่าวมีถ้อยคำชัดเจนว่าเป็นเรื่องกำหนดการนั่งพิจารณาคดีของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ณ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มิใช่เป็นการจัดตั้งศาลขึ้นใหม่ต่างหากจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์แต่อย่างใดเขตอำนาจศาลที่กำหนดในคำสั่งนี้ก็ยังคงอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดบุรีรัมย์บรรดาคดีที่กำหนดในคำสั่งให้นั่งพิจารณา ณ ที่ว่าการอำเภอนางรองก็ยังคงอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดบุรีรัมย์ การที่คำสั่งดังกล่าวระบุให้ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ไปนั่งพิจารณา ณ ที่ทำการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) ในอาคารที่ว่าการอำเภอนางรอง (หลังเก่า) นั้น มิใช่เป็นการกำหนดสถานที่เปิดเป็นที่ตั้งศาลถาวรแห่งใหม่ แต่เป็นการกำหนดสถานที่เพื่อให้ประชาชนทราบว่า ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีที่ทำการอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอนางรองในอาคารที่ว่าการอำเภอนางรอง (หลังเก่า) เท่านั้น ซึ่งเป็นอำนาจของศาลที่จะกำหนดให้นั่งพิจารณา ณ สถานที่อื่นหรือที่ใด ๆ ภายในเขตอำนาจของตนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่ออำนวยความสะดวกและความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้มีอรรถคดีอย่างทั่วถึง คำสั่งของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ดังกล่าว จึงมิใช่คำสั่งจัดตั้งศาลยุติธรรมขึ้นมาใหม่ ไม่ขัดต่อบทกฎหมายรัฐธรรมนูญดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 35 น่าจะหมายความถึงการนั่งพิจารณาคดีเดิมที่ยื่นไว้ต่อศาล ณ สถานที่อื่นในกรณีที่เหตุฉุกเฉินหรือเป็นการจำเป็นเท่านั้น ไม่รวมถึงการฟ้องคดีใหม่เช่นคดีนี้ด้วยคำว่าจำเป็นนั้น โจทก์เห็นว่าต้องเป็นกรณีที่ตกอยู่ในภาวะการณ์ที่บังคับ หรือไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือเป็นกรณีอันรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ มิฉะนั้นแล้วจะเกิดความเสียหายขึ้นในทางใด ๆ กับบุคคล ทรัพย์สิน ความมั่นคงเศรษฐกิจของชาติบ้านเมืองได้ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 218 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 นอกจากนี้คำสั่งดังกล่าวยังขัดแย้งกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ พ.ศ. 2537 มาตรา 3ที่กำหนดไว้ว่าจะเปิดทำการเมื่อใดให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา และยังขัดพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 5, 6, 10 อีกทั้งคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถอนเรื่องโครงการเปิดศาลจังหวัดนางรองและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องออกไปเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2541 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่สามารถจัดหางบประมาณมาสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ดังนั้นคำสั่งของศาลจังหวัดบุรีรัมย์จึงเป็นไปโดยไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานในรัฐบาลได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 35 ที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ระบุเป็นที่มาแห่งอำนาจในการออกคำสั่งดังกล่าวบัญญัติว่า ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นการนั่งพิจารณาคดีที่ยื่นไว้ต่อศาลใดจะต้องกระทำในศาลนั้นในวันที่ศาลเปิดทำการและตามเวลาทำงานที่ศาลได้กำหนดไว้แต่ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือเป็นการจำเป็น ศาลจะมีคำสั่งกำหนดการนั่งพิจารณา ณสถานที่อื่นหรือในวันหยุดงานหรือในเวลาใด ๆ ก็ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดเป็นหลักการไว้ว่า การนั่งพิจารณาคดีที่ยื่นไว้ต่อศาลใดจะต้องกระทำในศาลนั้น ในวันที่ศาลเปิดทำการและตามเวลาทำงานที่ศาลได้กำหนดไว้แต่ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือเป็นการจำเป็น ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งกำหนดการนั่งพิจารณา ณ สถานที่อื่นหรือในวันหยุดงานหรือในเวลาใด ๆ ก็ได้ ทั้งนี้ก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็วเป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี ดังนั้น คำสั่งกำหนดการนั่งพิจารณา ณ สถานที่อื่นหรือในวันหยุดงานหรือในเวลาใด ๆ ตามบทบัญญัติในมาตรา 35 จึงต้องแปลความหมายให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์แห่งกฎหมายดังกล่าวด้วย กล่าวคือย่อมรวมถึงการนั่งพิจารณาคดีและการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับการนั่งพิจารณาคดี อันได้แก่ การยื่นคำฟ้อง คำร้องคำขอต่าง ๆ มิใช่แปลจำกัดเคร่งครัดแต่เฉพาะการนั่งพิจารณาคดีเป็นรายเรื่องไปเพราะมิฉะนั้นแล้วย่อมไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์แห่งกฎหมาย และหาประโยชน์อันแท้จริงมิได้ อีกทั้งการแปลความจำกัดเฉพาะอำนาจที่จะกำหนดการนั่งพิจารณา ณ สถานที่อื่นไม่รวมถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว ยิ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกและล่าช้ายิ่งขึ้น อนึ่ง แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1(9) จะให้คำนิยามคำว่าการนั่งพิจารณาหมายความว่าการที่ศาลออกนั่งเกี่ยวกับการพิจารณาคดี เช่น ชี้สองสถาน สืบพยาน ทำการไต่สวนฟังคำขอต่าง ๆ และฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจา แต่เมื่อถ้อยคำในมาตรา 35 มีวัตถุประสงค์แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น กล่าวคือ หมายความรวมถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับการนั่งพิจารณาด้วยแล้ว การที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 12/2541 กำหนดการนั่งพิจารณาคดีของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ณ อาคารที่ว่าการอำเภอนางรอง (หลังเก่า) จังหวัดบุรีรัมย์ โดยให้มีเขตอำนาจครอบคลุมพื้นที่อำเภอนางรองและอำเภออื่น ๆ ดังกล่าวในคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเป็นคำสั่งที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่ให้อำนาจออกคำสั่งซึ่งมีความหมายถึงการนั่งพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่อำเภอนางรองและอำเภออื่นที่ระบุในคำสั่งรวมทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับการนั่งพิจารณาคดีดังกล่าวด้วย และการที่มีคำสั่งระบุกำหนดการนั่งพิจารณาของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ณ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ก็เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลจังหวัดบุรีรัมย์และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม จึงถือว่าเป็นการจำเป็นตามความหมายแห่งมาตรา 35 ด้วยหาต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 218 วรรคสอง หรือความจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 แต่อย่างใด เพราะวัตถุประสงค์ในการบัญญัติกฎหมายแต่ละฉบับย่อมแตกต่างกันไป อีกทั้งการที่สภาผู้แทนราษฎรได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดนางรองขึ้นก็เป็นการยืนยันถึงความจำเป็นในการที่ต้องมีศาลจังหวัดเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอนางรองและอำเภออื่น ๆ ดังกล่าวในคำสั่ง คำสั่งของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ดังกล่าวจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และการมีคำสั่งดังกล่าว มาตรา 35 ก็มิได้จำกัดว่าต้องเป็นการนั่งพิจารณาคดีเดิมที่ยื่นไว้ต่อศาล ณ สถานที่อื่นดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ทั้งคำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งให้เปิดทำการศาลจังหวัดนางรอง จึงไม่ต้องกระทำในรูปของพระราชกฤษฎีกาแต่อย่างใด และไม่ขัดกับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 5 เพราะมาตรา 5 เป็นอำนาจของรัฐมนตรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมแต่คำสั่งดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลที่ให้ไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 35 เป็นอำนาจคนละส่วนคนละองค์กรกัน และโดยที่คำสั่งดังกล่าวมิใช่การตั้งศาลใหม่หรือยุบเลิกศาลเดิม จึงไม่ขัดกับพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 6 กับไม่นอกเหนืออำนาจของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 10เพราะผู้พิพากษาหัวหน้าศาลอาจมีอำนาจอื่นตามที่กฎหมายให้ไว้นอกเหนือจากอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 10 ก็ได้ส่วนที่โจทก์อ้างว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลนั้นเห็นว่า ศาลเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการ เมื่อคำสั่งที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์กำหนดการนั่งพิจารณาคดีของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ณ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นคำสั่งที่ชอบอยู่ในกรอบที่กฎหมายให้อำนาจแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนย่อมต้องปฏิบัติตามและการกำหนดการนั่งพิจารณาคดีของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ณ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ในกรณีนี้กระทำโดยผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ในศาลจังหวัดบุรีรัมย์นั่นเองจึงมิได้สิ้นเปลืองงบประมาณแต่อย่างใด และจากถ้อยคำในคำสั่งดังกล่าวเองก็แสดงว่าศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้พิจารณาออกคำสั่งดังกล่าวโดยนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมมาประกอบในการพิจารณาออกคำสั่งด้วยแล้ว จึงได้ออกคำสั่งดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและเป็นการแก้ปัญหาที่รัฐบาลยังไม่สามารถหางบประมาณมาเปิดทำการศาลจังหวัดนางรองได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยด้วยการเสนอข้อหาเป็นหนังสือพร้อมส่งตัวจำเลยมาศาล จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย การสั่งไม่รับฟ้องเป็นผลให้คดีดังกล่าวไม่เสร็จสิ้น เป็นเหตุให้จำเลยถูกจับและถูกฟ้องดำเนินคดีที่ศาลถึงสองครั้งในคดีเดียวกัน เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ต้องหาคดีอาญาดังกล่าวนั้น เห็นว่า ผลของคำสั่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 12/2541 เรื่อง กำหนดการนั่งพิจารณาคดีของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ณ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้ทั้งศาลจังหวัดบุรีรัมย์กับศาลจังหวัดบุรีรัมย์(นางรอง) ต่างมีอำนาจชำระคดีนี้ และโจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลใดศาลหนึ่งดังกล่าวได้แต่เมื่อเหตุผลที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งดังกล่าวก็เพราะเห็นเป็นการจำเป็นที่จะให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและประหยัดแก่ประชาชนในพื้นที่ ศาลจังหวัดบุรีรัมย์จึงใช้ดุลพินิจที่จะรับคำฟ้องหรือไม่ก็ได้ สำหรับคดีนี้เมื่อความผิดที่โจทก์ฟ้องเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) กรณีไม่ปรากฏว่ามีอุปสรรคหรือเหตุขัดข้องที่โจทก์ไม่อาจยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) ได้ การที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์โดยให้โจทก์นำคำฟ้องไปยื่นที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง)นั้น จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบแล้ว ทั้งยังเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หากโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 12/2541 โดยฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) ตั้งแต่แรก จำเลยมีแต่จะได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางไปศาล มิใช่ได้รับความเดือดร้อนดังที่โจทก์อ้างในฎีกาแต่อย่างใด โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นศาลที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายให้รับคำฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง เพราะเป็นศาลที่ไม่ได้ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 234 นั้น เห็นว่า ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง) เป็นที่ทำการศาลอีกแห่งหนึ่งของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ มิได้เป็นศาลใหม่แยกต่างหากจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติแต่อย่างใด ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ (นางรอง)จึงมีอำนาจรับคำฟ้องและพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 12/2541 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบกับมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้อต่อไปของโจทก์เกี่ยวกับนิยามของคำว่า "การจำเป็น" ก็ดี การตั้งศาลกำหนดอำนาจศาลและกำหนดวันเปิดทำการศาลจะต้องออกมาในรูปแบบของบทบัญญัติของกฎหมายก็ดี ล้วนเป็นข้อที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไปแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าศาลจังหวัดบุรีรัมย์จะทราบได้อย่างไรว่าคดีที่จะเกิดขึ้นนั้นมีจำนวนมากน้อยเท่าใด เป็นประเภทคดีใดบ้าง และแต่ละคดีนั้นจะมีเหตุฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่เพียงใดนั้น เห็นว่า จำนวนคดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นสามารถประมาณการได้จากสถิติที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาและคำสั่งของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ดังกล่าวก็ได้ระบุไว้โดยชัดเจนว่ามีความจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอต่าง ๆ ที่มีพื้นที่ห่างไกลต้องประสบความยากลำบากในการเดินทางมาใช้สิทธิทางศาล ซึ่งไม่เกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะคดีแต่อย่างใด และมาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็มิได้จำกัดว่าจะต้องมีคำสั่งเฉพาะคดีเป็นเรื่อง ๆ ไปดังที่โจทก์อ้างในฎีกาแต่อย่างใด และที่โจทก์ฎีกาเป็นประการสุดท้ายว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 บัญญัติว่า กฎหมายนั้นต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร มาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นบทบัญญัติที่ระบุไว้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร จึงไม่มีเหตุจำต้องวินิจฉัยประเด็นคดีตามความมุ่งหมายของบทบัญญัติในมาตรา 35 ไปในการใด ๆ ต่อไปอีกนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "กฎหมายนั้นต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้น ๆ" ดังนั้น การที่ศาลแปลความมาตรา 35 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตามวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4810/2542 พนักงานอัยการ จังหวัด บุรีรัมย์ โจทก์ นาย ประกอบ ดายกระโทก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด บุรีรัมย์ · จำเลย - นาย ประกอบ ดายกระโทก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน ปัทมราชวิเชียร · วิเทพ ศิริพากย์ · ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 5640/2540ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 469/2531ฎีกา 7168/2542ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 3604/2533ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1145/2512ฎีกา 8337/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 2080/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ