คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7118/2544
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
กฎหมายวิธีพิจารณาความที่แก้ไขใหม่ เมื่อมีผลบังคับใช้แล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่ความทันที แม้ว่าการดำเนินการทางคดีจะเริ่มขึ้นก่อนกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
กฎหมายวิธีสบัญญัติส่วนที่มีการแก้ไข เมื่อมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้วผูกพันใช้บังคับแก่คู่ความทันที ดังนั้น แม้ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด คดีของจำเลยจะไม่ต้องห้ามฎีกา แต่ขณะที่จำเลยยื่นฎีกาได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามมาตรา 309 ทวิ จำเลยก็ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกต่อไป
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 10,891,899.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,686,152.49 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวไปในราคา 7,150,000 บาท
จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในราคาที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพทรัพย์ ทำให้จำเลยที่ 2เสียหายขาดเงินที่ควรได้เป็นจำนวน 4,850,000 บาท ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาด
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอ้างว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์มีจำนวนต่ำเกินสมควรตามบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาวันที่ 15 กันยายน 2543 หลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ มีผลบังคับใช้แล้ว คำร้องของจำเลยที่ 2 จึงอยู่ภายใต้บังคับของวรรคสี่แห่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้เป็นที่สุด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2ย่อมเป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มาจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"
พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7118/2544
ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน โจทก์
นาย ปารามจิต ซิงห์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน · จำเลย - นาย ปารามจิต ซิงห์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ · วิชัย วิวิตเสวี |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ