⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3315/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3315/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทหารกองประจำการไม่ถือเป็นข้าราชการทหารตามกฎหมาย จึงไม่ได้รับโทษเป็นสามเท่าตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ.

ย่อคำพิพากษา

ทหารกองประจำการไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการทหารและไม่ได้เป็นข้าราชการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหารฯ จำเลยที่ 2 เป็นทหารกองประจำการจึงไม่เป็นข้าราชการอันจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 10

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง กระดาษ และถุงพลาสติกของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 24 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 ปี ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการอันจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 หรือไม่ เห็นว่า "ข้าราชการ" หมายถึง บุคคลซึ่งรับราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือน ข้าราชการทหารจึงเป็นข้าราชการด้วย อย่างไรก็ตาม การเป็นข้าราชการทหารต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ข้าราชการทหาร" หมายความว่า ทหารประจำการและข้าราชการกลาโหมพลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร ส่วนคำว่า "ทหารประจำการ" พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 4 (8) ให้หมายความว่า ทหารซึ่งรับราชการตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดซึ่งไม่ใช่ทหารกองประจำการ โดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 4 ให้ความหมาย "ทหารกองประจำการ" ว่าทหารกองประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร และพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 4 (3) "ทหารกองประจำการ" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกองประจำการ และได้รับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลด ฉะนั้น ทหารกองประจำการจึงไม่ใช่ทหารประจำการ ไม่ใช่ข้าราชการทหารและไม่ได้เป็นข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 จำเลยที่ 2 เป็นทหารกองประจำการจึงไม่เป็นข้าราชการที่ศาลชั้นต้นจะลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ได้ การที่ความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวกำหนดอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำไม่ถึง 5 ปี และจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองได้โดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการทหารกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 12 ปี ถึง 45 ปี แต่โจทก์มิได้สืบพยานประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดจริง จึงยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า คำขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสามเท่าสำหรับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ให้ยก คงลงโทษจำเลยที่ 2 สำหรับความผิดฐานดังกล่าว จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3315/2547 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นางสมหมายหรือพึ่ง ฟักสังข์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี · จำเลย - นางสมหมายหรือพึ่ง ฟักสังข์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สดศรี สัตยธรรม · จำรูญ แสนภักดี · สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1826/2547ฎีกา 5333/2545ฎีกา 171/2547ฎีกา 5632/2551ฎีกา 3789/2545ฎีกา 5487/2539ฎีกา 8609/2547ฎีกา 20024/2556ฎีกา 875/2568ฎีกา 8176/2547ฎีกา 5791/2555ฎีกา 6887/2568ฎีกา 6923/2546ฎีกา 8410/2555ฎีกา 8187/2543ฎีกา 10815/2546ฎีกา 2806/2554ฎีกา 434/2568ฎีกา 7529/2549ฎีกา 5296/2545ฎีกา 6782/2547ฎีกา 5554/2542ฎีกา 8949/2542ฎีกา 2480/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ