⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 410/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 410/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของหนี้เงินในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ถือเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง

ย่อคำพิพากษา

เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้แก่จำเลย โจทก์ก็ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดคือวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน แต่โจทก์ชำระเฉพาะต้นเงินตามเช็คให้แก่จำเลยเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยโจทก์มิได้ชำระ และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รับผิดตามที่จำเลยฟ้องแย้งในส่วนของดอกเบี้ยดังกล่าว แม้เงินที่โจทก์จะต้องรับผิดจะเป็นหนี้เงินและการที่โจทก์ไม่ยอมชำระทำให้จำเลยเสียหายก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวก็เป็นหนี้เงินในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยมิใช่หนี้เงินในส่วนที่เป็นต้นเงิน จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของหนี้เงินดังกล่าวอีก เพราะมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้สั่งซื้ออาหารสัตว์จากจำเลยและจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้การซื้อสินค้าดังกล่าว ต่อมาโจทก์สั่งจ่ายเช็คชำระค่าสินค้าให้แก่จำเลยรวม 13 ฉบับ เป็นเงิน 1,849,182 บาท แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค โจทก์ตกลงผ่อนชำระหนี้ตามเช็คให้แก่จำเลยจนครบ หลังจากนั้นโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินที่จำนองและปลดจำนองให้แก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนโฉนดที่ดินที่จำนองแก่โจทก์โดยปลอดจำนอง หากไม่คืนให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกโฉนดที่ดินฉบับเดิมและให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดใบแทนโฉนดฉบับเดิมโดยปลอดจำนองแก่โจทก์โดยให้โจทก์ถือคำสั่งศาลไปดำเนินการดังกล่าวได้กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะคืนโฉนดที่ดินและปลดจำนองให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การกับฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่ยอมชำระดอกเบี้ย 467,417 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 467,417 บาท พร้อมค่าเสียหายคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่จำเลยเกินไป 40,000 บาทเศษ หนี้ดอกเบี้ยตามฟ้องแย้งขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 432,697 บาท แก่จำเลย หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ ถ้าได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของโจทก์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิเรียกค่าเสียหายซึ่งคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 432,697 บาท ได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน 432,697 บาท แล้วเงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นหนี้เงินที่กำหนดจำนวนแน่นอนซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระแก่จำเลย แต่โจทก์ไม่ยอมชำระ ถือว่าโจทก์ผิดนัดทำให้จำเลยเสียหาย โจทก์จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 432,697 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่ายชำระหนี้แก่จำเลยรวม 13 ฉบับ โจทก์ก็ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด คือวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเฉพาะต้นเงินตามเช็คให้แก่จำเลยเท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยมิได้ชำระให้เสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้โจทก์รับผิดตามที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นเงิน 432,697 บาท แม้เงินที่โจทก์จะต้องรับผิดจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้เงิน และการที่โจทก์ไม่ยอมชำระทำให้จำเลยเสียหายก็ตาม แต่หนี้ดังกล่าวก็เป็นหนี้เงินในส่วนที่เป็นดอกเบี้ยมิใช่หนี้เงินส่วนที่เป็นต้นเงิน จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยคิดเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของหนี้เงินดังกล่าวได้อีก เพราะมีลักษณะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลฎีกาจึงสั่งให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องเดิมในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 410/2548 นายบัณฑิต นาคะศิริ โจทก์ บริษัทลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบัณฑิต นาคะศิริ · จำเลย - บริษัทลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย จุลนิติ์ · มานะ ศุภวิริยกุล · ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 1781/2509ฎีกา 8396/2538ฎีกา 4623/2540ฎีกา 4225/2529ฎีกา 2843/2546ฎีกา 2384/2536ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 3295/2533ฎีกา 6164/2533ฎีกา 5887/2537ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4563/2557ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2794/2526ฎีกา 1776/2541ฎีกา 7633/2550ฎีกา 75/2481ฎีกา 10881/2546ฎีกา 2431/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ