⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1781/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หลักกฎหมายที่วางไว้คือ: * เมื่อสัญญาเช่าที่ดินสิ้นสุดลง ทรัพย์สินที่ปลูกสร้างบนที่ดินนั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินทันทีตามข้อตกลงในสัญญา โดยไม่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ * เจ้าของโรงเรือนและที่ดินคนใหม่ต้องรับผิดในค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ค้างชำระ รวมถึงเงินเพิ่มภาษีที่เกิดขึ้นก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ * การที่เจ้าหนี้ไม่ไปขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ล้มละลาย ไม่ถือเป็นการปลดหนี้ * เจ้าของโรงเรือนและที่ดินมีหน้าที่ต้องนำภาษีไปชำระ และหากผิดนัดโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้เงินได้ * การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์น้อยกว่าจำนวนที่แท

ย่อคำพิพากษา

ผู้มีชื่อเช่าที่ดินปลูกโกดังและโอนกันต่อ ๆ มา เจ้าของโกดังคนสุดท้ายถูกฟ้องล้มละลาย ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จึงเป็นผลให้สัญญาเช่านั้นต้องระงับไป โกดังจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยทันทีตามข้อตกลงในสัญญาเช่า เพราะโกดังเป็นส่วนควบของที่ดิน ไม่ต้องไปทำการโอนจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าของคนใหม่ มาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เป็นบทบัญญัติที่รัฐจะติดตามเอาค่าภาษีให้ได้ไม่ว่ากรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินนั้นจะได้โอนไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใด ๆ ก็ตาม บรรดาเจ้าของคนเก่าและคนใหม่ต้องเป็นลูกหนี้ค่าภาษีร่วมกัน การที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิไม่ไปขอรับชำระหนี้ของผู้ล้มละลายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะถือว่าเป็นการปลดหนี้ไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้มิได้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ หนี้จึงยังไม่ระงับ ค่าภาษีที่มิได้ชำระภาษีในเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นเงินภาษีค้างชำระซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เพิ่มจำนวนขึ้น เงินค่าภาษีที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นค่าภาษีที่ค้างชำระซึ่งเจ้าของโรงเรือนและที่ดินคนใหม่ต้องรับผิด เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าภาษีที่ค้างรวมทั้งเงินเพิ่มภาษี โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้เงินในระหว่างเวลาผิดนัดได้ ไม่เป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย การที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้น้อยกว่าจำนวนที่แท้จริง ไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่แท้จริง การชำระค่าภาษีเป็นภาระของผู้รับประเมินจะพึงนำไปชำระ จะถือว่าเทศบาลประมาทเลินเล่อไม่เรียกเก็บมิได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำภาษีไปชำระโจทก์แต่กลับเพิกเฉยเสีย จนโจทก์ต้องฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเมื่อแพ้คดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.166 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.289 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.340 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.34 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.38 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.42 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.43 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.45

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนโกดังจากนายแหยม แซ่เหยี่ยง ชำระค่าภาษีโรงเรือนและค่าภาษีที่เพิ่มขึ้น และค้างชำระ พร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้รับโอนโกดังตามความหมายของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์ละเลยหรือประมาทเลินเล่อไม่เรียกเก็บภาษี จนนายแหยม แซ่เหยี่ยง ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การชำระหนี้ของนายแหยมกลายเป็นพ้นวิสัย และหลุดพ้นจากการชำระหนี้ จำเลยจึงไม่อาจเป็นลูกหนี้ร่วมกับนายแหยม ค่าภาษีที่ค้างเป็นหนี้ร่วมของบุคคลอื่น และกับนายแหยม จำเลยไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม ภาษีเรียกเก็บเกินอายุความ ๑๐ ปี โจทก์หมดสิทธิเรียกร้อง โจทก์ปลดหนี้ให้นายแหยมแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดในหนี้บางปี โจทก์เรียกเงินเพิ่มภาษีจากจำเลยไม่ได้ เจ้าของคนใหม่ควรเป็นลูกหนี้ค่าภาษีเฉพาะในปีที่กระทำการโอนเท่านั้น จำเลยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยสำหรับหนี้ภาษีและเงินเพิ่ม จำเลยขอให้เรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้การว่า หนี้ค่าภาษีตามฟ้องโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว หากจำเลยแพ้คดีและชดใช้ค่าภาษีแก่โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยอมให้จำเลยเข้ารับช่วงสิทธิคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ได้ไม่เกินจำนวนที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ โจทก์จำเลยแถลงรับกันหลายประการและไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าภาษีที่ยังค้างและภาษีที่เพิ่ม รวมทั้งดอกเบี้ยให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อเจ้าของโกดังคนสุดท้ายคือนายแหยม แซ่เหยี่ยง ผู้เช่าที่ดินของจำเลยถูกฟ้องล้มละลาย ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและจำเลยได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว สัญญาเช่าจึงระงับไป โกดังจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยผลแห่งสัญญา ไม่จำต้องไปจดทะเบียนการโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะโกดังเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗ จำเลยจึงเป็นเจ้าของคนใหม่ และต้องรับผิดในค่าภาษีที่ค้างชำระ และตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๔๕ บรรดาเจ้าของคนเก่าและคนใหม่ต้องเป็นลูกหนี้ค่าภาษีร่วมกัน โจทก์จีงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าภาษีที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมดจากจำเลยได้ การที่โจทก์ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ค่าภาษีบางปีจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ ไม่ถือว่าเป็นการปลดหนี้ให้นายแหยม เพราะโจทก์มิได้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ หนี้จึงยังไม่ระงับ จำเลยยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๔๒ ค่าภาษีที่มิได้ชำระภายในเวลากำหนด ถือเป็นเงินภาษีค้างชำระซึ่งต้องเสียภาษีเพิ่มร้อยละ ๑๐ ตามมาตรา ๔๓ จำเลยจึงต้องถูกเรียกเก็บด้วย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีที่ค้าง รวมทั้งภาษีเพิ่ม เมื่อไม่ชำระจำเลยก็เป็นผู้ผิดนัด โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้เงินในระหว่างผิดนัดได้ ไม่เป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดค่าภาษีเพียงปี ๒๕๐๑ - ๒๕๐๓ เท่าที่นายแหยมค้างชำระนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์แสดงรายละเอียดถึงค่าภาษีที่จะให้จำเลยชำระทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเท่าที่นายแหยมค้างชำระ การที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์น้อยกว่าจำนวนจริง ไม่เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่แท้จริงซึ่งจำเลยรับรองความถูกต้องไว้แล้วตามรายงานกระบวนพิจารณา ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ควรรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อไม่เรียกเก็บภาษีภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด เห็นว่า การชำระค่าภาษีกฎหมายบัญญัติให้เป็นภาระของผู้รับประเมินจะต้องนำไปชำระแก่กรมการอำเภอท้องที่ตามมาตรา ๓๘ ก่อนฟ้อง โจทก์ก็ได้เตือนให้จำเลยชำระแล้ว จำเลยก็เพิกเฉยเสีย เมื่อจำเลยแพ้คดีโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2509 เทศบาลนครกรุงเทพ โดยนายชำนาญ ยุวบูรณ์ นายกเทศมนตรี โจทก์ นางกัลยา ณ ระนอง ล. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายแหยม แซ่เหยี่ยง จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เทศบาลนครกรุงเทพ โดยนายชำนาญ ยุวบูรณ์ นายกเทศมนตรี · ล. - นางกัลยา ณ ระนอง · จำเลยร่วม - เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายแหยม แซ่เหยี่ยง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มณี ชุติวงศ์ · สัญญา ธรรมศักดิ์ · วงษ์ วีระพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายชวน พูนคำ · ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3467/2525ฎีกา 1345/2532ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1798/2506ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 79/2501ฎีกา 3651/2526ฎีกา 5378/2544ฎีกา 4225/2529ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 558/2521ฎีกา 8337/2540ฎีกา 6620/2550ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2794/2526ฎีกา 4832/2536ฎีกา 1776/2541ฎีกา 7633/2550ฎีกา 75/2481ฎีกา 533/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา