⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1781/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2509

พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ม.34, 38, 42 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หลักกฎหมายที่วางไว้คือ: * เมื่อสัญญาเช่าที่ดินสิ้นสุดลง ทรัพย์สินที่ปลูกสร้างบนที่ดินนั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดินทันทีตามข้อตกลงในสัญญา โดยไม่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ * เจ้าของโรงเรือนและที่ดินคนใหม่ต้องรับผิดในค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ค้างชำระ รวมถึงเงินเพิ่มภาษีที่เกิดขึ้นก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ * การที่เจ้าหนี้ไม่ไปขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ล้มละลาย ไม่ถือเป็นการปลดหนี้ * เจ้าของโรงเรือนและที่ดินมีหน้าที่ต้องนำภาษีไปชำระ และหากผิดนัดโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้เงินได้ * การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์น้อยกว่าจำนวนที่แท

ย่อคำพิพากษา

ผู้มีชื่อเช่าที่ดินปลูกโกดังและโอนกันต่อ ๆ มา เจ้าของโกดังคนสุดท้ายถูกฟ้องล้มละลาย ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว จึงเป็นผลให้สัญญาเช่านั้นต้องระงับไป โกดังจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยทันทีตามข้อตกลงในสัญญาเช่า เพราะโกดังเป็นส่วนควบของที่ดิน ไม่ต้องไปทำการโอนจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงมีฐานะเป็นเจ้าของคนใหม่ มาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เป็นบทบัญญัติที่รัฐจะติดตามเอาค่าภาษีให้ได้ไม่ว่ากรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินนั้นจะได้โอนไปเป็นของเจ้าของใหม่โดยเหตุใด ๆ ก็ตาม บรรดาเจ้าของคนเก่าและคนใหม่ต้องเป็นลูกหนี้ค่าภาษีร่วมกัน การที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิไม่ไปขอรับชำระหนี้ของผู้ล้มละลายจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะถือว่าเป็นการปลดหนี้ไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้มิได้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ หนี้จึงยังไม่ระงับ ค่าภาษีที่มิได้ชำระภาษีในเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นเงินภาษีค้างชำระซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เพิ่มจำนวนขึ้น เงินค่าภาษีที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นค่าภาษีที่ค้างชำระซึ่งเจ้าของโรงเรือนและที่ดินคนใหม่ต้องรับผิด เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าภาษีที่ค้างรวมทั้งเงินเพิ่มภาษี โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้เงินในระหว่างเวลาผิดนัดได้ ไม่เป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย การที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไว้น้อยกว่าจำนวนที่แท้จริง ไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่แท้จริง การชำระค่าภาษีเป็นภาระของผู้รับประเมินจะพึงนำไปชำระ จะถือว่าเทศบาลประมาทเลินเล่อไม่เรียกเก็บมิได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องนำภาษีไปชำระโจทก์แต่กลับเพิกเฉยเสีย จนโจทก์ต้องฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเมื่อแพ้คดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.166 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.289 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.340 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.34 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.38 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.42 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.43 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.45

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.166 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.289 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนโกดังจากนายแหยม แซ่เหยี่ยง ชำระค่าภาษีโรงเรือนและค่าภาษีที่เพิ่มขึ้น และค้างชำระ พร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้รับโอนโกดังตามความหมายของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์ละเลยหรือประมาทเลินเล่อไม่เรียกเก็บภาษี จนนายแหยม แซ่เหยี่ยง ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การชำระหนี้ของนายแหยมกลายเป็นพ้นวิสัย และหลุดพ้นจากการชำระหนี้ จำเลยจึงไม่อาจเป็นลูกหนี้ร่วมกับนายแหยม ค่าภาษีที่ค้างเป็นหนี้ร่วมของบุคคลอื่น และกับนายแหยม จำเลยไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม ภาษีเรียกเก็บเกินอายุความ ๑๐ ปี โจทก์หมดสิทธิเรียกร้อง โจทก์ปลดหนี้ให้นายแหยมแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดในหนี้บางปี โจทก์เรียกเงินเพิ่มภาษีจากจำเลยไม่ได้ เจ้าของคนใหม่ควรเป็นลูกหนี้ค่าภาษีเฉพาะในปีที่กระทำการโอนเท่านั้น จำเลยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยสำหรับหนี้ภาษีและเงินเพิ่ม จำเลยขอให้เรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้การว่า หนี้ค่าภาษีตามฟ้องโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว หากจำเลยแพ้คดีและชดใช้ค่าภาษีแก่โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยอมให้จำเลยเข้ารับช่วงสิทธิคำขอรับชำระหนี้ของโจทก์ได้ไม่เกินจำนวนที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ โจทก์จำเลยแถลงรับกันหลายประการและไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าภาษีที่ยังค้างและภาษีที่เพิ่ม รวมทั้งดอกเบี้ยให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อเจ้าของโกดังคนสุดท้ายคือนายแหยม แซ่เหยี่ยง ผู้เช่าที่ดินของจำเลยถูกฟ้องล้มละลาย ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและจำเลยได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว สัญญาเช่าจึงระงับไป โกดังจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยผลแห่งสัญญา ไม่จำต้องไปจดทะเบียนการโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะโกดังเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๗ จำเลยจึงเป็นเจ้าของคนใหม่ และต้องรับผิดในค่าภาษีที่ค้างชำระ และตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๔๕ บรรดาเจ้าของคนเก่าและคนใหม่ต้องเป็นลูกหนี้ค่าภาษีร่วมกัน โจทก์จีงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าภาษีที่ค้างชำระอยู่ทั้งหมดจากจำเลยได้ การที่โจทก์ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ค่าภาษีบางปีจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ ไม่ถือว่าเป็นการปลดหนี้ให้นายแหยม เพราะโจทก์มิได้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ หนี้จึงยังไม่ระงับ จำเลยยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๔๒ ค่าภาษีที่มิได้ชำระภายในเวลากำหนด ถือเป็นเงินภาษีค้างชำระซึ่งต้องเสียภาษีเพิ่มร้อยละ ๑๐ ตามมาตรา ๔๓ จำเลยจึงต้องถูกเรียกเก็บด้วย จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีที่ค้าง รวมทั้งภาษีเพิ่ม เมื่อไม่ชำระจำเลยก็เป็นผู้ผิดนัด โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากหนี้เงินในระหว่างผิดนัดได้ ไม่เป็นการเรียกดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยรับผิดค่าภาษีเพียงปี ๒๕๐๑ - ๒๕๐๓ เท่าที่นายแหยมค้างชำระนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์แสดงรายละเอียดถึงค่าภาษีที่จะให้จำเลยชำระทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเท่าที่นายแหยมค้างชำระ การที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์น้อยกว่าจำนวนจริง ไม่เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่แท้จริงซึ่งจำเลยรับรองความถูกต้องไว้แล้วตามรายงานกระบวนพิจารณา ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ควรรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อไม่เรียกเก็บภาษีภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด เห็นว่า การชำระค่าภาษีกฎหมายบัญญัติให้เป็นภาระของผู้รับประเมินจะต้องนำไปชำระแก่กรมการอำเภอท้องที่ตามมาตรา ๓๘ ก่อนฟ้อง โจทก์ก็ได้เตือนให้จำเลยชำระแล้ว จำเลยก็เพิกเฉยเสีย เมื่อจำเลยแพ้คดีโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1781/2509 เทศบาลนครกรุงเทพ โดยนายชำนาญ ยุวบูรณ์ นายกเทศมนตรี โจทก์ นางกัลยา ณ ระนอง ล. เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายแหยม แซ่เหยี่ยง จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เทศบาลนครกรุงเทพ โดยนายชำนาญ ยุวบูรณ์ นายกเทศมนตรี · ล. - นางกัลยา ณ ระนอง · จำเลยร่วม - เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายแหยม แซ่เหยี่ยง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มณี ชุติวงศ์ · สัญญา ธรรมศักดิ์ · วงษ์ วีระพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายชวน พูนคำ · ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3467/2525ฎีกา 1345/2532ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1798/2506ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 79/2501ฎีกา 13922/2558ฎีกา 3651/2526ฎีกา 5378/2544ฎีกา 4225/2529ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 558/2521ฎีกา 12384/2558ฎีกา 1095/2473ฎีกา 7051/2540ฎีกา 8337/2540ฎีกา 6620/2550ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2794/2526ฎีกา 4832/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา