⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1412/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การประเมินภาษีที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากผู้เสียภาษีไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา จะต้องถือว่าการประเมินนั้นชอบด้วยกฎหมาย และผู้เสียภาษีจะไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินนั้นได้ รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นการเพื่อกิจการหรือเพื่อหากำไรโดยเฉพาะ และมีลักษณะเป็นการส่วนตัว จะต้องห้ามไม่ให้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

ย่อคำพิพากษา

ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 19 และ 20 การออกหมายเรียกเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมิน หากโจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมินคือได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 30 เมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าการประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลการขาดทุนสุทธิดังกล่าวเพราะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 7 (1) และ 8 ในปี 2533 โจทก์เป็นเพียงผู้ผลิตและขายสินค้าให้แก่ลูกค้าภายในประเทศ และโจทก์มีบริษัท บ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเป็นลูกค้ารับซื้อแป้งจากโจทก์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่กรรมการโจทก์ต้องไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้าให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานที่เป็นเอกสารในการติดต่อทางการค้ากับลูกค้าของโจทก์ในต่างประเทศมาแสดงต่อศาล จึงฟังไม่ได้ว่ากรรมการของโจทก์เดินทางไปต่างประเทศเพื่อติดต่อลูกค้าเพื่อเปิดตลาดใหม่และแก้ไขปัญหาสินค้าของโจทก์เพื่อประโยชน์แก่ธุรกิจของโจทก์ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวและเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ จึงต้องห้ามไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) และ (13)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.19 ประมวลรัษฎากร ม.20 ประมวลรัษฎากร ม.30 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม.7 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม.8

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค 0813/199 ลงวันที่ 21 มกราคม 2537 หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ สต.2/3 014 250/2/100369 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค 0804/8189 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/180/2545 และเลขที่ สภ.1/(อธ.1)/181/2545 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2545 จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1 และ 2.2 ว่า ในประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยออกหมายเรียกตรวจสอบภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่นั้น ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบของจำเลยตามหมายเรียกเลขที่ ต.3/18/2537 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2537 ชอบด้วยมาตรา 19 แห่ง ป. รัษฎากร เพียงฉบับเดียว โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าการออกหมายเรียก เลขที่ กค 0813 (ก)/1191 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ และการออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีไม่ใช่เป็นการประเมินภาษีของจำเลยที่โจทก์จะต้องถูกบังคับตามมาตรา 30 แห่ง ป. รัษฎากร ที่จะต้องโต้แย้งคัดค้านหรืออุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อนจึงจะนำคดีมาสู่ศาลภาษีอากรกลางได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ ที่ กค 0813/199 ลงวันที่ 21 มกราคม 2537 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 เป็นผลมาจากการไต่สวนตามหมายเรียกที่ออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีผลบังคับให้โจทก์จะต้องอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านหนังสือฉบับดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนหนังสือฉบับนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการเปลี่ยนผลขาดทุนสุทธิ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2534 คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ 2 ข้อนี้ รวมกันไป เห็นว่า ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 19 และมาตรา 20 เมื่อพิจารณาถ้อยคำตามตัวบทในสองมาตรานี้ประกอบกันแล้วจะเห็นได้ว่า การออกหมายเรียกนั้นเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมินนั่นเอง หากโจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างใดก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยได้ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งการประเมินซึ่งได้แก่หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2530 ถึง 2532 ตามที่ ป. รัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติไว้ เมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต้องถือว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิดังกล่าว เพราะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) และ 8 กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลภาษีอากรกลางจะต้องวินิจฉัยว่าการออกหมายเรียก เลขที่ กค 0813 (ก)/1191 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในประเด็นดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2.3 ต่อไปว่า ค่าใช้จ่ายของกรรมการโจทก์ในการเดินทางไปประเทศสหภาพโซเวียต ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา ประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ และประเทศญี่ปุ่น เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ ในปี 2533 โจทก์เป็นเพียงผู้ผลิตและขายสินค้าให้แก่ลูกค้าในประเทศ และโจทก์มีบริษัท บ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือและเป็นลูกค้าของโจทก์ที่รับซื้อสินค้าแป้งจากโจทก์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่กรรมการโจทก์ต้องไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้าให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งโจทก์ก็ไม่มีหลักฐานที่เป็นเอกสารในการติดต่อทางการค้ากับลูกค้าของโจทก์ในต่างประเทศมาแสดงต่อศาล จึงฟังไม่ได้ว่ากรรมการของโจทก์เดินทางไปต่างประเทศนั้นเป็นการไปติดต่อลูกค้าเพื่อเปิดตลาดใหม่และแก้ไขปัญหาสินค้าของโจทก์เพื่อประโยชน์แก่ธุรกิจของโจทก์ ดังนั้นค่าใช้จ่ายดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวและเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ จึงต้องห้ามไม่ให้ถึงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่ง ป. รัษฎากร ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าการประเมินภาษีอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2549 บริษัทแป้งตะวันออก (๑๙๘๗) จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทแป้งตะวันออก (๑๙๘๗) จำกัด · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาลี ทัพภวิมล · ทองหล่อ โฉมงาม · จิระ โชติพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1307-1308/2531ฎีกา 5157/2537ฎีกา 5607/2550ฎีกา 10135/2539ฎีกา 8273/2551ฎีกา 577/2508ฎีกา 2439/2531ฎีกา 2165/2542ฎีกา 4143/2532ฎีกา 5511/2534ฎีกา 4604/2533ฎีกา 3801/2534ฎีกา 2638/2530ฎีกา 406/2508ฎีกา 42/2518ฎีกา 744/2552ฎีกา 2653/2541ฎีกา 3711/2534ฎีกา 3056/2535ฎีกา 171/2521ฎีกา 3407/2551ฎีกา 4708/2542ฎีกา 2227/2534ฎีกา 350/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา