⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2638/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2638/2530

ป.รัษฎากร ม.19, 71 · ป.พ.พ. ม.8 · ป.วิ.แพ่ง ม.55

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินเพียงบางส่วน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของแบบแสดงรายการ เจ้าพนักงานประเมินสามารถใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากรได้.

ย่อคำพิพากษา

มาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร มิได้หมายความถึงกับว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมิได้นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานใด ๆ มาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินเลย เจ้าพนักงานประเมินจึงจะใช้อำนาจประเมินตามที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าวได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วหากผู้ยื่นรายการนำเอกสารหลักฐานแต่เพียงบางส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบ ความถูกต้องแท้จริงของแบบรายการที่ยื่นมาแสดง เจ้าพนักงานประเมินก็ไม่มีโอกาสที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 71 (1) ได้ เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกให้โจทก์นำบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปเพื่อตรวจสอบ โจทก์นำส่งแต่แฟ้มใบสำคัญคู่จ่ายเพียง 30 แฟ้ม ส่วนสมุดบัญชี สำเนาใบเสร็จรับเงิน และสัญญาต่าง ๆ โจทก์ไม่ยอมส่งมอบอ้างว่าสูญหายโดยไม่อาจรับฟังได้ ลำพังใบสำคัญจ่ายไม่เพียงพอที่จะตรวจหากำไรสุทธิ และคำนวณภาษีที่โจทก์จะต้องเสียได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินอาศัยมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 จากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายจากโจทก์จึงชอบแล้ว.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.8 ประมวลรัษฎากร ม.19 ประมวลรัษฎากร ม.71

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.8 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่า เจ้าพนักงานไม่มีสิทธิและไม่ควรใช้อำนาจตามมาตรา ๗๑ (๑) ประเมินภาษีจากโจทก์ จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ในปัญหาที่โจทก์อ้างว่า เจ้าพนักงานประเมินจะนำมาตรา ๗๑ (๑) แห่งประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับไม่ได้ เพราะกรณีตามมาตรา ๗๑ (๑) หมายถึงบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานใด ๆ มาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนเลยนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความในมาตรา ๑๙ มีว่าเมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้ผู้ยื่นรายการนำบัญชีหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าพนักงานประเมินในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของรายการตามแบบที่ยื่น ดังนั้นเมื่อนำความในมาตรา ๑๙ มาพิเคราะห์ประกอบกับความในมาตรา ๗๑ (๑) แล้ว เห็นว่า ความในมาตรา ๗๑ (๑) มิได้หมายความถึงกับว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมิได้นำบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานใด ๆ มาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินเลย เจ้าพนักงานประเมินจึงจะใช้อำนาจประเมินตามที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าวได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วหากผู้ยื่นรายการนำเอกสารหลักฐานแต่เพียงบางส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของแบบรายการที่ยื่นมาแสดงเจ้าพนักงานประเมินก็ไม่มีโอกาสที่จะใช้อำนาจตามมาตรา ๗๑ (๑) ได้การตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของรายการตามแบบที่ยื่นของเจ้าพนักงานประเมินก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ และศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าข้ออ้างของโจทก์ในเรื่องบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานที่เจ้าพนักงานประเมินให้นำไปส่งมอบเพื่อตรวจสอบสูญหายเพราะเหตุน้ำท่วมหรือสูญหายเนื่องจากขนย้ายสำนักงานฟังไม่ได้ ทั้งลำพังเพียงใบสำคัญคู่จ่ายที่โจทก์นำส่ง เจ้าพนักงานประเมินไม่สามารถคำนวณหากำไรสุทธิได้ สำหรับเรื่องที่โจทก์อ้างกรณีของบริษัทเจริญไทยมอเตอร์เชลล์ จำกัด ซึ่งคณะกรรมการ กพอ. มีมติมิให้นำมาตรา ๗๑ (๑) มาใช้ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๒๑ นั้น เห็นว่า เอกสารหมาย จ.๒๑ มิใช่คำสั่งของกรมสรรพากร ให้ถือปฏิบัติเป็นการทั่วไป แต่เป็นมติของคณะกรรมการ กพอ. เป็นการเฉพาะเรื่องของบริษัทเจริญไทยมอเตอร์เชลล์ จำกัด ที่ไม่สามารถนำบัญชี และเอกสารประกอบการลงบัญชีมามอบต่อเจ้าพนักงานประเมินตามหมายเรียกว่า เจ้าพนักงานประเมินสามารถประเมินอาศัย มาตรา ๗๑ (๑) ได้ แต่เนื่องจากบริษัทเจริญไทยมอเตอร์เชลล์ จำกัด มีกิจการเฉพาะจำหน่ายรถยนต์และอะไหล่ซึ่งสามารถหาหลักฐานมาคำนวณกำไรสุทธิได้ง่าย จึงไม่ควรจะใช้วิธีการประเมินตามมาตรา ๗๑ (๑) ซึ่งแตกต่างกับกรณีของโจทก์ซึ่งมีกิจการค้าอย่างอื่นนอกจากการจำหน่ายรถยนต์และอะไหล่และเจ้าพนักงานประเมินไม่สามารถจะหาหลักฐานมาคำนวณหากำไรสุทธิได้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีจากโจทก์ในอัตราร้อยละ ๕ จากยอดรายได้ที่ปรากฏในงบดุลโดยไม่หักรายจ่ายเสียก่อน ตามความในมาตรา ๗๑ (๑) แห่งประมวลรัษฎากรจึงเป็นการถูกต้อง พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2638/2530 บริษัทกิจศิริมอเตอร์ จำกัด โจทก์ นายสุรใจ ศิรินุพงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทกิจศิริมอเตอร์ จำกัด · จำเลย - นายสุรใจ ศิรินุพงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูเชิด รักตะบุตร์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เสวก จันทร์ผ่อง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายสถิตย์ สิทธิลักษณ์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1479/2526ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา