คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2549
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบังคับคดีที่ได้ดำเนินการภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา ย่อมมีสิทธิบังคับคดีให้เสร็จสิ้นได้ แม้จะเกินกำหนดสิบปีแล้วก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2538 และทรัพย์ที่ยึดอยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดสิบปีแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ให้เสร็จได้ แม้จะเกินกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้ได้จากการขายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งหากเป็นจริงผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้รายนี้แทนโจทก์ และมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อบังคับคดีให้เสร็จสิ้นต่อไป
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม โดยจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินจำนวน 376,032 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยและจะชำระให้เสร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ว่าด้วยเหตุใด ยอมให้โจทก์บังคับคดีเอากับทรัพย์จำนองตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 3 จนกว่าจะครบถ้วน ภายหลังศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4876 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนที่โจทก์
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2537 โจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา วันที่ยื่นคำร้องเกินกำหนด 10 ปีแล้ว จึงไม่เห็นควรให้สวมสิทธิ ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติว่า ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น คดีนี้โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4876 ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาดตามประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกสารอันดับที่ 23 ในสำนวน เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีภายในกำหนดสิบปีแล้ว โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้ให้เสร็จได้แม้จะเกินกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้ประมูลซื้อสิทธิเรียกร้องรายนี้ได้จากการขายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากเป็นความจริงผู้ร้องย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้รายนี้แทนโจทก์และกรณีมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อบังคับคดีต่อไปให้เสร็จสิ้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"
พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1654/2549
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ.เจ.ซี. (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์
บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ผู้ร้อง
นางปรานอม ขันแก้ว กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ.เจ.ซี. (ประเทศไทย) จำกัด · ผู้ร้อง - บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นางปรานอม ขันแก้ว กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนตรี ยอดปัญญา · สบโชค สุขารมณ์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ