⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 664/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่จัดทำงานแพร่ภาพแพร่เสียงอีกทอดหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 62 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า งานที่มีการฟ้องร้องในคดีนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เว้นแต่จำเลยจะโต้แย้งว่าไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ซึ่งข้อสันนิษฐานดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานในข้อเท็จจริงที่ศาลจะรับฟัง เว้นแต่จะปรากฏข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่หากข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้ปรากฏต่อศาลเองว่างานที่ฟ้องร้องกันนี้มิใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อให้ลงโทษทางอาญา ศาลย่อมมีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ จำเลยรับสัญญาณภาพและเสียงของโจทก์ร่วมที่ส่งสัญญาณไปตามสายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง จากนั้นใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อกับสายสัญญาณเคเบิ้ลเข้าเครื่องถอดรหัสสัญญาณไปพ่วงต่อเข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์ของจำเลย แล้วขยายสัญญาณโทรทัศน์แยกและต่อสัญญาณแพร่เสียงแพร่ภาพไปยังห้องเช่าต่าง ๆ ของผู้พักอาศัยในอาคารของจำเลย โดยจำเลยได้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าห้องพักและค่าบริการจากผู้เช่าเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมทั้งสอง ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการจัดทำงานแพร่ภาพแพร่เสียงอีกทอดหนึ่ง ซึ่งงานแพร่เสียงแพร่ภาพดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อการค้า จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.4 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.29 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.62 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.69

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 29, 69, 76 และ 78 และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ตามลำดับ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานแพร่เสียงแพร่ภาพตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ในทำนองว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 62 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า งานที่มีการฟ้องร้องในคดีนั้น เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ และโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เว้นแต่จำเลยจะโต้แย้งว่าไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า งานแพร่เสียงแพร่ภาพของโจทก์ร่วมทั้งสองมิใช่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายดังกล่าวหาใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดของกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ข้อสันนิษฐานดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานในข้อเท็จจริงที่ศาลจะรับความคุ้มครองตามกฎหมาย และเป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเพื่อให้ลงโทษทางอาญาแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ หาใช่การวินิจฉัยที่ขัดต่อกฎหมายดังที่โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ไม่... ปัญหาประการต่อมามีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยอีก เห็นว่า โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยรับสัญญาณภาพและเสียงของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ส่งสัญญาณไปตามสายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง จากนั้นใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อกับสายสัญญาณเคเบิ้ลเข้าเครื่องถอดรหัสสัญญาณไปพ่วงต่อเข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์ของจำเลย แล้วขยายสัญญาณโทรทัศน์แยกและต่อสัญญาณแพร่เสียงแพร่ภาพไปยังห้องเช่าต่างๆ ของผู้พักอาศัยในอาคารของจำเลย โดยจำเลยได้รับผลประโยชน์จากค่าเช่าห้องพักและค่าบริการจากผู้เช่าเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมทั้งสอง ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการจัดทำงานแพร่เสียงแพร่ภาพอีกทอดหนึ่ง ซึ่งงานแพร่เสียงแพร่ภาพอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสอง และเป็นการกระทำเพื่อการค้า จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 (1) และ 69 วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 664/2549 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทยูบีซี เคเบิ้ล เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) กับพวก โจทก์ร่วม นายกิตติ บุญชัยวัฒนา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - บริษัทยูบีซี เคเบิ้ล เน็ตเวอร์ค จำกัด (มหาชน) กับพวก · จำเลย - นายกิตติ บุญชัยวัฒนา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิระ โชติพงศ์ · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · พิชิต คำแฝง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำทก.(อ)265/2547

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6147/2545ฎีกา 2000/2543ฎีกา 5756/2551ฎีกา 6270/2554ฎีกา 4301/2543ฎีกา 7429/2553ฎีกา 7121/2552ฎีกา 2681/2553ฎีกา 973/2551ฎีกา 7036/2543ฎีกา 3121/2559ฎีกา 3826/2545ฎีกา 5343/2559ฎีกา 1908/2546ฎีกา 3332/2555ฎีกา 19350/2557ฎีกา 5073/2557ฎีกา 11047/2551ฎีกา 3705/2530ฎีกา 5202/2552ฎีกา 5041/2546ฎีกา 5306/2550ฎีกา 3790/2555ฎีกา 14818/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา