⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4175/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4175/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐาน ต้องพิสูจน์ว่าทรัพย์สินที่ถูกร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด มาตรการทางแพ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับย้อนหลังได้

ย่อคำพิพากษา

ส. เป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดมูลฐานมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปี 2544 ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของ ส. จึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ ส.ผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้คัดค้านทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินโดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.2 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.48 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.49 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.50 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.51 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.53 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.54 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.55 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.56 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.57 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.58 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.59

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า นายสมหมาย นาคคล้าย และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3(1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีมีหลักฐานเชื่อได้ว่าทรัพย์สินที่ยึดเพิ่มเติม 9 รายการ คือ 1. รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร 2. รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภค 8566 กรุงเทพมหานคร 3. รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นยร กรุงเทพมหานคร 201 4. สร้อยคอทองคำหนักประมาณ 15 กรัม 2 เส้น 5. พระเครื่องเลี่ยม (กรอบโหล) 1 องค์ 6. นาฬิกาข้อมือยี่ห้อราโด 1 เรือน 7. นาฬิกาข้อมือยี่ห้อไซโก้ 1 เรือน 8. ตู้นิรภัย 1 ตู้ และ 9. พระเครื่อง 15 องค์ รวมมูลค่า 1,675,340 บาท เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 9 รายการดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภค 8566 กรุงเทพมหานคร รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นยร กรุงเทพมหานคร 201 สร้อยคอทองคำ พระเครื่องเลี่ยม (กรอบโหล) นาฬิกาข้อมือยี่ห้อราโด นาฬิกาข้อมือยี่ห้อไซโก้ ตู้นิรภัย และพระเครื่อง 15 องค์ ซึ่งนำเงินที่ได้มาจากการประกอบอาชีพค้าขายสินค้าโดยสุจริต การปล่อยเงินกู้ และเล่นแชร์ไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวโดยสุจริต มิใชทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิด ไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรนายสมหมาย นาคคล้าย และผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมหมายซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 นายสมหมายเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ซึ่งนำเงินได้มาจากการประกอบอาชีพค้าขายสินค้าโดยสุจริต และจากการพนันไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวมาโดยสุจริต มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด นายสมหมายไม่เคยกระทำความผิดและไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติด ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภค 8566 กรุงเทพมหานคร รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นยร กรุงเทพมหานคร 201 สร้อยคอทองคำหนักประมาณ 15 กรัม 2 เส้น พระเครื่องเลี่ยม (กรอบโหล) 1 องค์ นาฬิกาข้อมือยี่ห้อราโด 1 เรือน ตู้นิรภัย 1 ตู้ และพระเครื่อง 15 องค์ ตกเป็นของแผ่นดิน ให้คืนนาฬิกาข้อมือยี่ห้อไซโก้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยานายสมหมาย นาคคล้าย แต่มิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือผู้คัดค้านที่ 2 นายสมหมายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2545 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 และนายสมหมายกับพวกข้อหาร่วมกันกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง การได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และยึดรถยนต์หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก 0352 พระนครศรีอยุธยา เงิน 5,237,320 บาท และทรัพย์สินอื่นรวม 23 รายการ เป็นของกลาง ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2544 เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 3059 ซอยสุขุมวิท 107 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และยึดทรัพย์สินตามคำร้องคดีนี้รวม 9 รายการ คือ 1. รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ของนายสมหมาย 2. รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภค 8566 กรุงเทพมหานคร 3. รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน นยร กรุงเทพมหานคร 201 4. สร้อยคอทองคำหนักประมาณ 15 กรัม 2 เส้น 5. พระเครื่องเลี่ยม (กรอบโหล) 1 องค์ 6. นาฬิกาข้อมือยี่ห้อราโด 1 เรือน 7. นาฬิกาข้อมือยี่ห้อไซโก้ 1 เรือน 8. ตู้นิรภัย 1 ตู้ และ 9. พระเครื่อง 15 องค์ เป็นของกลาง คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาข้อมูลของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้คันค้านที่ 1 และนายสมหมายแล้วเชื่อว่าทรัพย์สินทั้ง 9 รายการตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 9 รายการตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินสำหรับคดีอาญา พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นโจทก์ฟ้องนายสมหมาย ผู้คัดค้านที่ 1 กับพวกเป็นจำเลยข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3271/2545 ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนายสมหมายเป็นจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.9358/2545 ของศาลอาญา กับยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาสั่งริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ของนายสมหมายให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องและให้คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานครแก่นายสมหมาย คดีถึงที่สุดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ม.148/2545 ของศาลอาญา คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินทั้ง 9 รายการตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 7 แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ร้องไม่อุทธรณ์ปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการที่ 7 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่าทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานหรือไม่ ในปัญหานี้ผู้ร้องมีร้อยตำรวจโทวิชานันท์ พงศ์พุฒ รองสารวัตร 1 กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพ 2 เบิกความยืนยันว่า ก่อนตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุสืบทราบว่านายสมหมาย นาคคล้าย มีพฤติการณ์ค้าเมทแอมเฟตามีนจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และในวันที่ 28 กรกฎาคม 2544 ได้นำหมายค้นไปตรวจค้นบ้านเลขที่ 3059 ซอยสุขุมวิท 107 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ของนายสมหมาย พบเมทแอมเฟตามีน 60 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะที่นั่งคนขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ของนายสมหมาย ซึ่งจอดที่บริเวณหน้าบ้าน โดยมีสิบตำรวจโทเกรียงศักดิ์ โลมจันทร์ ผู้ร่วมตรวจค้นและนายธนโชติ ม่วงศรี ผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นพยานในการตรวจค้นเบิกความสนับสนุน ทั้งในชั้นสอบสวนนายสมหมายก็ให้การรับว่าเริ่มจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตั้งแต่ปี 2540 มีกำไรทั้งสิ้น 10,000 บาท ถึง 20,000 บาท จนกระทั่งปี 2544 จึงหยุดจำหน่ายชั่วคราวเพราะทราบจากเพื่อนว่ามีชื่ออยู่ในบัญชีของ ป.ป.ส. ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ร.24 ร้อยตำรวจเอกอาทร วิเศษสาธร พนักงานสอบสวนก็มาเบิกความยืนยันประกอบ คำรับของนายสมหมายจึงมีหลักฐานประกอบเพียงพอ ไม่น่าเชื่อว่ามีการบังคับขู่เข็ญให้รับสารภาพดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา นอกจากนี้ผู้ร้องยังมีพันตำรวจตรีพีระพล ยอดสนิท เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน 7 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำธุรกรรมและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายสมหมายเบิกความยืนยันด้วยว่า นายสมหมายให้การว่าเคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในชุมชนคลองเตย มีรายได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากจนถูกผู้มีอิทธิพลขู่เข็ญเพื่อเรียกเงินครั้งละหลายแสนบาทแต่ก็ให้ไปทุกครั้งตามที่ถูกเรียกร้อง และสอบคำให้การของผู้คัดค้านที่ 1 ก็ยอมรับว่าได้เคยตักเตือนนายสมหมายให้เลิกจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ทราบว่านายสมหมายยังมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกหรือไม่ ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.37 และ ร.38 เห็นว่า พ้นตำรวจตรีพีระพลเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่รู้จักหรือเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันนายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานจะบันทึกเรื่องราวขึ้นเองตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.37 และ ร.38 เพื่อกลั่นแกล้งนายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 เชื่อได้ว่าพันตำรวจตรีพีระพลได้ทำบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.37 และ ร.38 ไปตามที่นายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ให้การเองโดยสมัครใจ ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบโต้เถียงว่าพันตำรวจตรีพีระพลให้นายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ร.37 และ ร.38 โดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟังนั้น คงมีแต่ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความอ้างลอยๆ ปากเดียว ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานผู้ร้องในข้อนี้ได้ พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสอง ฟังได้ว่านายสมหมายเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นความผิดมูลฐานมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปี 2544 ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยา ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรนายสมหมายจึงเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายสมหมายผู้กระทำความผิดมูลฐาน กรณีต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 51 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้คัดค้านทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งในข้อนี้ผู้คัดค้านทั้งสองนำสืบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ประกอบอาชีพขายของชำ เช่น สุรา บุหรี่ ผงซักฟอกและของเบ็ดเตล็ดที่บริเวณล๊อก 7 ชุมชนคลองเตย มีรายได้ประมาณเดือนละ 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นนายวงแชร์ทั้งประเภทรายวัน และรายเดือนมีรายได้จากแชร์รายวัน วันละ 10,000 บาทเศษ จากแชร์รายเดือนประมาณเดือนละ 6,000 บาท รวมรายได้จากแชร์ประมาณเดือนละ 400,000 บาท และยังมีรายได้จากการปล่อยเงินกู้รายวันคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อวัน เงินกู้รายเดือนคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อเดือน มีเงินสดหมุนเวียนให้กู้ยืมเงินประมาณ 1,000,000 บาท มีรายได้จากดอกเบี้ยรายวัน วันละประมาณ 10,000 บาท ดอกเบี้ยรายเดือนเดือนละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท ส่วนนายสมหมายประกอบอาชีพค้าขายและเล่นการพนัน นายสมหมายให้เงินผู้คัดค้านที่ 1 ประมาณเดือนละ 200,000 บาท บางครั้งเคยให้ถึง 1,000,000 บาท เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความลอยๆ ว่ามีรายได้จากการขายของชำเดือนละ 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท แต่ไม่มีหลักฐานการสั่งซื้อสินค้าและบัญชีรายรับรายจ่ายมาแสดง ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ก็ไม่เคยเสียภาษีเงินได้ ที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่ามีรายได้จากการปล่อยเงินกู้ยืมและเล่นแชร์ ก็ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินหลักประกันการกู้ยืนเงินหรือหลักฐานการเล่นแชร์มาแสดง แม้นายประจวบ ภู่ป้อม และนางจำเนียร โตติยะ จะเบิกความเป็นพยานผู้คัดค้านที่ 1 ว่า เคยกู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 หลายครั้งแต่ก็เป็นการกู้ยืมเงินจำนวนน้อย ครั้งละ 5,000 บาท ถึง 10,000 บาทเท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดรายได้จากดอกเบี้ยมากมายดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 กล่าวอ้าง ส่วนรายได้จากการพนันก็เลื่อนลอยและไม่แน่นอนว่าจะได้เงินจากการพนันเสมอไป ข้อนำสืบเกี่ยวกับเรื่องรายได้ของผู้คัดค้านทั้งสองจึงมีน้ำหนักน้อย สำหรับการได้มาเกี่ยวกับทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 นั้น เห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวก็เป็นทรัพย์สินที่นายสมหมายและผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาระหว่างปี 2540 ถึงปี 2544 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่นายสมหมายมีรายได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมาก นายสมหมายก็ให้การรับว่าทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 คือ รถยนต์หมายเลขทะเบียน ภภ 2857 กรุงเทพมหานคร ซื้อมาเมื่อปี 2543 โดยเอาเงินจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและการพนันไปซื้อ และได้ให้ค่าเลี้ยงดูแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ประมาณครั้งละ 100,000 บาท ถึง 200,000 บาท ซึ่งผู้คัดค้านที่ 1 ก็ทราบว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ร.24 ส่วนทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ผู้คัดค้านทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นชัดแจ้งว่าเงินที่นำไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่เงินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านทั้งสองไม่อาจนำสืบได้ว่าทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการประกอบอาชีพโดยสุจริต หรือไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐาน ผู้คัดค้านทั้งสองจึงไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ กรณีจึงรับฟังได้ว่าทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ที่ถูกยึดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ทรัพย์สินตามคำร้องรายการที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ตกเป็นของแผ่นดินจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาข้อกฎหมายว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2543 มีผลใช้บังคับแก่กรณีที่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดทั้งในทางอาญาและทางแพ่งในระหว่างที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเท่านั้น จะใช้บังคับย้อนหลังไปก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ผลใช้บังคับไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน มีทั้งโทษทางอาญาและมาตราการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีผลใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 40-41/2546 ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4175/2550 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นางสาวกัลญา บุญทับยาง กับพวก ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · ผู้คัดค้าน - นางสาวกัลญา บุญทับยาง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระวัฒน์ ปวราจารย์ · ชาลี ทัพภวิมล · นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3699-3739/2541ฎีกา 1533/2563ฎีกา 1143/2565ฎีกา 5289-5290/2555ฎีกา 594/2532ฎีกา 3948/2566ฎีกา 7664/2543ฎีกา 1835/2545ฎีกา 776/2565ฎีกา 3/2542ฎีกา 664/2520ฎีกา 668/2502ฎีกา 38/2510ฎีกา 2079/2554ฎีกา 1797/2522ฎีกา 4084-4085/2566ฎีกา 4325/2566ฎีกา 13537/2553ฎีกา 320/2515ฎีกา 8335/2547ฎีกา 2947/2529ฎีกา 12000/2554ฎีกา 545/2566ฎีกา 2118/2566
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา