⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6393/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6393/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีที่ขอให้ศาลพิพากษาว่าการรับมรดกของผู้ใดไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ได้ทรัพย์มรดกคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทอื่น ถือเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

ย่อคำพิพากษา

โฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของ การที่โจทก์ฟ้องอ้างว่า น. ไปขอรับมรดกที่ดินทั้งหมดเป็นของ น. แต่เพียงผู้เดียวเป็นการไม่ชอบ ย่อมเป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของ อ. ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกอีกคนหนึ่ง ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิมาจาก อ. จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 8675 เป็นของนางจวน เขียนทอง กับบุคคลอื่น ต่อมานางจวนถึงแก่ความตาย ที่ดินส่วนของนางจวนตกเป็นมรดกแก่นางแน้ม จันทร์ประเสริฐ และนางอรุณ แซ่อุน ในฐานะทายาทโดยธรรมแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเท่าๆ กัน แต่นางแน้มไปขอรับโอนมรดกแต่ผู้เดียวโดยใส่ชื่อนางแน้มลงในโฉนดที่ดิน ต่อมานางแน้มได้รังวัดออกโฉนดใหม่เป็นโฉนดเลขที่ 17372 และ 43248 และจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางแน้ม การที่นางแน้มรับโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นของตนแต่ผู้เดียวเป็นไปโดยมิชอบ โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้สืบสิทธิจากนางแน้มแบ่งที่ดินส่วนของนางอรุณให้แก่โจทก์ เนื่องจากนางอรุณได้โอนสิทธิที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่งและหากตกลงแบ่งไม่ได้ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วน ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า ฟ้องโจทก์เป็นกรณีเรื่องฟ้องทายาทให้แบ่งทรัพย์มรดกซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงมีคำสั่งให้โจทก์เสนอราคาประเมินที่ดินแต่ละแปลงที่โจทก์เรียกร้องว่ามีราคาเท่าใดแล้วเสนอศาลเพื่อกำหนดเป็นทุนทรัพย์คดีนี้ และเสียค่าขึ้นศาลให้ถูกต้องภายใน 15 วัน แล้วจึงพิจารณาสั่งคำฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินอันเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามมาตรา 1364 จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบดังกล่าว แล้วมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำแถลงยืนยันว่า คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลครบถ้วนแล้วและจะไม่ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาล โดยโจทก์ขอสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาในการวางเงินค่าขึ้นศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ยื่นคำแถลงว่าไม่ประสงค์จะชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาล จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของนางจวน เขียนทอง ต่อมานางจวนถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตกเป็นมรดกแก่นางแน้ม จันทร์ประเสริฐ และนางอรุณ แซ่อุน ในฐานะทายาทโดยธรรมโดยแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเท่าๆ กัน แต่นางแน้มไปขอรับโอนมรดกแต่ผู้เดียวโดยใส่ชื่อนางแน้มลงในโฉนดที่ดิน ต่อมานางแน้มได้รังวัดออกโฉนดใหม่และจดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนางแน้ม การที่นางแน้มรับโอนทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นของตนแต่ผู้เดียวเป็นไปโดยมิชอบโจทก์ จึงฟ้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้สืบสิทธิจากนางแน้มแบ่งที่ดินส่วนของนางอรุณให้แก่โจทก์เนื่องจากนางอรุณได้โอนสิทธิที่มีอยู่ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์เป็นคดีที่ฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น เห็นว่า โฉนดที่ดินพิพาทตามเอกสารท้ายฟ้องมีชื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของ การที่โจทก์ฟ้องอ้างว่านางแน้มไปขอรับมรดกที่ดินทั้งหมดเป็นของนางแน้มแต่เพียงผู้เดียวเป็นการไม่ชอบ ย่อมเป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของนางอรุณทายาทที่มีสิทธิรับมรดกอีกคนหนึ่ง ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งในที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิมาจากนางอรุณ คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ หาใช่เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์แนบมาท้ายอุทธรณ์มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์เนื่องจากโจทก์เสียค่าขึ้นศาลไม่ถูกต้องนั้น เป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6393/2550 นายโกวิทย์ เพชรรัตน์ โจทก์ นางสาวสอิ้ง จันทร์ประเสริฐ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายโกวิทย์ เพชรรัตน์ · จำเลย - นางสาวสอิ้ง จันทร์ประเสริฐ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จันทรา · ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3133/2538ฎีกา 789/2521ฎีกา 1047/2546ฎีกา 176/2530ฎีกา 4526/2536ฎีกา 3248/2525ฎีกา 2528/2544ฎีกา 2883/2528ฎีกา 7158/2538ฎีกา 283/2538ฎีกา 388-389/2511ฎีกา 1058/2545ฎีกา 1027/2513ฎีกา 6809/2541ฎีกา 4550/2540ฎีกา 1917/2551ฎีกา 2467/2526ฎีกา 600/2492ฎีกา 4039/2542ฎีกา 1398/2493ฎีกา 420/2501ฎีกา 292/2502ฎีกา 6343/2551ฎีกา 7956/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา