⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2748/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2748/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ในการกำหนดค่าทดแทนตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยราคาอสังหาริมทรัพย์ให้พิจารณาจากวันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในราชกิจจานุเบกษา

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้กว้างๆ ว่า ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรม ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงถึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนดังเช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ได้นั้น จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ทุกอนุมาตราประกอบกัน เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน โดยวันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้าคือ วันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในโครงการนี้ในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 (2) แห่ง พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม.28 พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 ม.30 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม.21

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 354,044,152.50 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินจำนวน 121,616,610 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของค่าที่ดินเสื่อมราคาจำนวน 150,707,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยนำเงินค่าทดแทนที่ตั้งเสาไฟฟ้า เนื้อที่ 3 ไร่ 95.22 ตารางวา เป็นเงิน 592,830 บาท มาวางต่อศาล โจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาล วันที่ 11 สิงหาคม 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 10,655,505 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินโดยยอดเงิน 9,490,125 บาท นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2540 และยอดเงิน 1,165,380 บาท นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยสูงสุดต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปีตามขอ และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1653, 10406 และ 10407 ตำบลคลองสิบสอง อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แปลงแรกเนื้อที่ 10 ไร่ 03 ตารางวา แปลงที่สองเนื้อที่ 31 ไร่ 3 งาน 16 ตารางวา และแปลงที่สามเนื้อที่ 31 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2534 จำเลยประกาศกำหนดเขตสำรวจสายส่งไฟฟ้าขนาดใหญ่ 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้าย่อยไทรน้อยไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยหนองจอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2534 เป็นเหตุให้สายส่งไฟฟ้าดังกล่าวพาดผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 19.20 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 37.50 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 10407 ถูกเขตเดินสายส่งไฟฟ้าเนื้อที่ 28 ไร่ 16 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สิน กรุงเทพมหานคร มีมติในการประชุมครั้งที่ 1 ให้กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์โดยอาศัยราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี 2535 ถึงปี 2538 เป็นฐานในการคำนวณเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน ซึ่งคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ มีมติในการประชุมครั้งที่ 2 ให้ปรับราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 100 และคณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ มีมติในการประชุมครั้งที่ 3 ให้ปรับราคา ประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 และ 10407 มีราคาตารางวาละ 3,000 บาท ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 มีราคาตารางวาละ 4,500 บาท เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ แต่เนื่องจากมิได้มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินส่วนที่ถูกเขตเดินสายไฟฟ้าพาดผ่าน จึงไม่จ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้เต็มราคาประเมินที่ดิน แต่ถือจ่ายให้เป็นอัตราร้อยละของราคาประเมินที่ดินที่กำหนดไว้ 4 ประเภท คือ 1. ที่ตั้งเสาไฟฟ้า จ่ายให้เต็มร้อยละ 100 ของราคาประเมินที่ดิน 2. ที่บ้าน จ่ายให้ร้อยละ 90 ของราคาประเมินที่ดิน 3. ที่สวน จ่ายให้ร้อยละ 70 ของราคาประเมินที่ดิน 4. ที่นา จ่ายให้ร้อยละ 50 ของราคาประเมิน คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดิน ให้แก่โจทก์ดังนี้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 จ่ายเป็นประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 37.50 ตารางวา เป็นเงิน 2,156,250 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 10407 จ่ายเป็นประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 28 ไร่ 16 ตารางวา เป็นเงิน 16,824,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 จ่ายเป็นประเภทที่สวนร้อยละ 70 เนื้อที่ 3 งาน 36.60 ตารางวา เป็นเงิน 1,060,290 บาท และจ่ายประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 82.60 ตารางวา เป็นเงิน 2,435,850 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 และ 10407 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2540 และได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2540 แต่โจทก์ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินดังกล่าว จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้ใช้ราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 และ 10407 อัตราตารางวาละ 4,500 บาท และใช้ราคาประเมินที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 อัตราตารางวาละ 6,000 บาท เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10406 และ 10407 จ่ายประเภทที่นาร้อยละ 50 ทั้งสองแปลง รวมเนื้อที่ 31 ไร่ 2 งาน 53.50 ตารางวา เป็นเงิน 28,470,375 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 1653 จ่ายประเภทที่สวนร้อยละ 70 เนื้อที่ 3 งาน 36.60 ตารางวา เป็นเงิน 1,413,720 บาท และจ่ายประเภทที่นาร้อยละ 50 เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 82.60 ตารางวา เป็นเงิน 3,247,800 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 33,131,895 บาท หักจากเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินที่โจทก์ได้รับไปแล้วจำนวน 22,482,390 บาท จึงให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นอีก 10,655,505 บาท จำเลยฎีกา... พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์สมควรได้รับเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งสามแปลงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่า ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์มีสภาพเป็นที่นายังไม่ได้ปรับปรุงพัฒนาที่ดิน และตั้งอยู่ในถนนซอยประชาสำราญ 1 ห่างจากถนนใหญ่คือ ถนนประชาสำราญประมาณ 1 กิโลเมตร ห่างจากโครงการบ้านจัดสรรเกร็ดฟ้าคันทรีคลับประมาณ 2.5 กิโลเมตร และห่างจากโครงการวิคตอเรียปาร์คประมาณ 4 กิโลเมตร สภาพที่ดินทั้งสองโครงการดังกล่าวมีการพัฒนาปรับสภาพที่ดินและปลูกบ้านแล้ว ส่วนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย ปทุมธานี อยู่ห่างจากโครงการวิคตอเรียปาร์คประมาณ 700 เมตร ไม่สามารถนำราคาที่ดินทั้งสองโครงการดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ คณะกรรมการกำหนดค่าทดแทนทรัพย์สินฯ กำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินทั้งสามแปลงให้แก่โจทก์เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติว่า "ให้ กฟผ. จ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้ทรงสิทธิอื่น ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งเสาเพื่อเดินสายส่งไฟฟ้าหรือสายจำหน่ายไฟฟ้า (2) การใช้ที่ดินปักหรือตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยหรืออุปกรณ์อื่น (3) การใช้ที่ดินที่ประกาศกำหนดเป็นเขตเดินสายไฟฟ้า (4) การกระทำตามมาตรา 29 (3)..." บทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติไว้กว้างๆว่า ให้จำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรม ไม่ได้บัญญัติถึงรายละเอียดของหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้คำนึงถึงในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนอย่างเป็นธรรมไว้เหมือนดังเช่นพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ว่าให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 (2) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ (3) ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ (5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ดังนั้น ในการกำหนดและจ่ายเงินค่าทดแทนตามความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511 มาตรา 30 ได้นั้น จึงควรคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ในทำนองเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) ทุกอนุมาตราประกอบกัน เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดเงินค่าทดแทนการใช้ที่ดินให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สิน โดยวันอันเป็นฐานที่ตั้งในการพิจารณาราคาของอสังหาริมทรัพย์และสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในแนวเขตเดินสายส่งไฟฟ้า คือ วันที่ประกาศกำหนดเขตสำรวจทั่วไปเพื่อเลือกแนวหรือที่ตั้งระบบไฟฟ้าในโครงการนี้ในราชกิจจานุเบกษาตาม มาตรา 28 (2) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ.2511..." พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2748/2553 นางธนภรณ์หรือเรวดี ธำรงสัตย์ โจทก์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางธนภรณ์หรือเรวดี ธำรงสัตย์ · จำเลย - การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไสว จันทะศรี · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · วิเชียร มงคล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2364/2535ฎีกา 1229/2545ฎีกา 5293/2539ฎีกา 6920/2548ฎีกา 7102/2539ฎีกา 7957/2553ฎีกา 369/2539ฎีกา 7019/2551ฎีกา 3348/2551ฎีกา 3505/2542ฎีกา 6398/2540ฎีกา 9932/2539ฎีกา 268/2538ฎีกา 6893/2540ฎีกา 5301/2539ฎีกา 2489/2540ฎีกา 3584/2550ฎีกา 9777/2539ฎีกา 512/2539ฎีกา 1999/2543ฎีกา 799/2545ฎีกา 9930-9931/2539ฎีกา 3197/2545ฎีกา 463/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ