คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3694/2553
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลจะกระทำการแทนบริษัทได้ ต้องลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัท การยื่นคำร้องในฐานะส่วนตัวโดยไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ทำให้การเข้าร่วมเป็นโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คให้แก่บริษัท ส. โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นและในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ผู้เสียหายในคดีนี้คือบริษัท ส. ไม่ใช่นาย ส. แม้นาย ส. จะเป็นกรรมการของบริษัท ส. แต่การกระทำการแทนบริษัทจะต้องลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัท จึงจะมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ เมื่อปรากฏตามคำร้องของนาย ส. ว่าเป็นการยื่นคำร้องในฐานะส่วนตัว ดังนั้นนาย ส. จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นาย ส. เข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่คู่ความในคดี ไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาต่อมา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2)
จำเลยให้การรับสารภาพ
ระหว่างพิจารณา นายสุรชัย ในฐานะส่วนตัวยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า ผู้เสียหายคือบริษัทสุรชัยฟาร์ม จำกัด ไม่ใช่นายสุรชัย แม้นายสุรชัยจะเป็นกรรมการของบริษัทสุรชัยฟาร์ม จำกัด แต่การกระทำการแทนบริษัทจะต้องลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทจึงจะมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้ เมื่อปรากฏตามคำร้องของนายสุรชัยว่าเป็นการยื่นคำร้องในฐานะส่วนตัว นายสุรชัยจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ร่วมในคดีนี้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้นายสุรชัยเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ร่วมจึงมิใช่คู่ความในคดีไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาต่อมา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้
พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายสุรชัยเข้าร่วมเป็นโจทก์คดีนี้ และยกฎีกาโจทก์ร่วม
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3694/2553
พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์
นายสุรชัย แซ่เล้า โจทก์ร่วม
นางวิลินญา จันทร์มา จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต · โจทก์ร่วม - นายสุรชัย แซ่เล้า · จำเลย - นางวิลินญา จันทร์มา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กีรติ กาญจนรินทร์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · สมชาย พันธุมะโอภาส |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายกิตติศักดิ์ อเนกธีรกุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายรัชพงศ์ วิสุทธิสังวร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.6094/2552 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา