คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6802/2553
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์มีชื่อแฟ้มข้อมูลตรงกัน รายงานย่อยเหมือนหรือใกล้เคียงกันมาก ทั้งในส่วนการออกแบบหน้าจอ ชื่อตัวแปร หมายเหตุ คำอธิบาย และรหัสต้นฉบับ ถือเป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าโปรแกรมดังกล่าวมาจากต้นตอเดียวกัน และการนำโปรแกรมไปทำซ้ำดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
ย่อคำพิพากษา
ผู้เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานภาครัฐได้ตรวจเปรียบเทียบคุณสมบัติเฉพาะระหว่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายกับของจำเลยทั้งสามที่พิพาทกันในคดีนี้สรุปความเห็นและจัดทำรายการไว้ว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 ชุด มีชื่อแฟ้มข้อมูลที่ตรงกัน และมีรายงานย่อยที่มีความเหมือนหรือใกล้เคียงกันมากทั้งงานส่วนการออกแบบหน้าจอ ชื่อตัวแปรและหมายเหตุ คำอธิบาย รหัสต้นฉบับ สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากต้นตอเดียวกัน เชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์โดยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายไปทำซ้ำดัดแปลงแฟ้มข้อมูล รายงานย่อย หน้าจอชื่อตัวแปรและหมายเหตุ รหัสต้นฉบับ ในส่วนสาระสำคัญแล้วเปลี่ยนแปลงเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลาง นำออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายจริง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.15 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.31
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 30, 31, 61, 69, 70, 75, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ขอให้ริบของกลางทั้งหมด และให้โปรแกรมอินโนวาโปร 2005 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องจำนวน 1 โปรแกรม ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามคนละ 100,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์ใช้ค่าปรับ หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด โดยให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อินโนวาโปร 2005 ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 1 โปรแกรม ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทซอฟท์แวร์ ซัพพลาย จำกัด ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ MANU 2005 ตามหนังสือรับรองลิขสิทธิ์เอกสารหมาย จ.9 จำเลยทั้งสามร่วมกันทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อินโนวาโปร 2005 ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลักษณะเดียวกันกับของบริษัทซอฟท์แวร์ ซัพพลาย จำกัด ผู้เสียหายเสร็จแล้วนำออกเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป ต่อมาเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายวรายุพ์ นางสาววีนัส จ่าสิบตำรวจศรัณญู และพันตำรวจตรีณรงค์ เป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับขั้นตอนที่พบการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสาม การตรวจสอบการกระทำความผิด และการจับกุมได้สอดคล้องต้องกัน ทั้งสอดคล้องกับเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายจำเลยนำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น สำหรับปัญหาว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสามจะเป็นการทำซ้ำ ดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายหรือไม่ ได้ความจากพยานโจทก์ปากนายวศิน พยานคนกลางซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของหน่วยภาครัฐและเป็นผู้ตรวจเปรียบเทียบคุณสมบัติเฉพาะระหว่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสามที่พิพาทกันในคดีนี้ อันได้ข้อสรุปความเห็นและจัดทำรายการไว้ว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั้งสองชุดดังกล่าวมีชื่อแฟ้มข้อมูลที่ตรงกัน และมีรายงานย่อยที่มีความเหมือนหรือใกล้เคียงกันมาก ทั้งงานส่วนการออกแบบหน้าจอ ชื่อตัวแปรและหมายเหตุ คำอธิบาย รหัสต้นฉบับ สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากต้นตอเดียวกัน พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและมีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ละเมิดลิขสิทธิ์โดยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายชื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ MANU 2005 ไปทำซ้ำดัดแปลงแฟ้มข้อมูล รายงานย่อย หน้าจอ ชื่อตัวแปร และหมายเหตุ รหัสต้นฉบับ ในส่วนสาระสำคัญแล้วเปลี่ยนแปลงเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อินโนวาโปร 2005 ของกลาง นำออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายจริงอันเป็นการกระทำความผิดตามฟ้อง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 ที่ว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลางแตกต่างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ทั้งข้อต่อสู้ที่ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกลางจำเลยที่ 3 เป็นผู้พัฒนาขึ้น จำเลยที่ 3 ย่อมมีสิทธิในโปรแกรมนั้นก็เป็นข้อกล่าวอ้างลอย ๆ และขัดกับเอกสารการรับสมัครงานและกฎข้อบังคับของบริษัทผู้เสียหาย เป็นผลให้ข้อต่อสู้ดังกล่าวของจำเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสามล้วนเป็นพลความ ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้องและลงโทษจำเลยทั้งสามนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6802/2553
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
บริษัทอินโนวา ซอฟท์ แอนด์
คอนซัลติ้ง กรุ๊ป จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - บริษัทอินโนวา ซอฟท์ แอนด์คอนซัลติ้ง กรุ๊ป จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อร่าม เสนามนตรี · พลรัตน์ ประทุมทาน · สมควร วิเชียรวรรณ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ