⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9043/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9043/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาบัญชีเดินสะพัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 ต้องมีลักษณะที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน โดยมีการหักกลบลบหนี้ซึ่งกันและกันจนเหลือยอดสุทธิฝ่ายเดียวเท่านั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหนี้เพียงฝ่ายเดียว สัญญานั้นก็ไม่ถือเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด

ย่อคำพิพากษา

ลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 856 เป็นสัญญาที่คู่ความแต่ละฝ่ายต่างต้องเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน ฝ่ายที่เป็นหนี้ค้างชำระมากกว่าจะต้องชำระหนี้ในส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลยภาคเมื่อตัดทอนบัญชี หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียวแม้จะมีบัญชีคิดหนี้สินกัน สัญญานั้นก็หาเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ สัญญาให้สินเชื่อที่จำเลยทำกับโจทก์มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการชำระหนี้โดยให้จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้กับโจทก์เพื่อการหักทอนคิดจำนวนเงินที่จำเลยยังคงเป็นหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เท่านั้น ไม่มีลักษณะของการตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างโจทก์กับจำเลยหักกลบลบกันแต่อย่างใด สัญญาให้สินเชื่อจึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด การเบิกถอนเงินจำเลยอาจกระทำได้หลายวิธีตามที่กำหนดไว้ในสัญญา นอกจากใช้บัตรซิตี้การ์ดกับเลขรหัสประจำตัวเบิกถอนเงินจากพนักงานของโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์หรือจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) แล้ว จำเลยอาจใช้วิธีออกเช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีกระแสรายวัน หรือมีคำสั่งผ่านทางบริการซิตี้โฟนแบงก์กิ้งให้โจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยหรือบุคคลภายนอก หรือโดยวิธีการอื่นๆ ที่โจทก์ให้บริการ ทั้งนี้เงินที่จำเลยเบิกถอนไปไม่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งตามสัญญาข้อ 6 ระบุให้ถือว่าเป็นต้นเงินกู้ที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ การที่โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ดให้แก่จำเลยไว้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดจึงเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่จำเลยในการเบิกถอนเงินวิธีหนึ่งในจำนวนหลายวิธีที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันไว้เท่านั้น จำเลยอาจเลือกใช้วิธีอื่นในการเบิกถอนเงินโดยไม่ใช้บัตรซิตี้การ์ดที่โจทก์ออกให้เลยก็ย่อมกระทำได้ เงินที่โจทก์ยอมให้จำเลยเบิกถอนไปแต่ละครั้ง จึงไม่มีลักษณะเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองแทนไปก่อน แต่เป็นเงินที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ตามวงเงินสินเชื่อที่จำเลยได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์ แม้โจทก์เก็บค่าสมาชิกจากจำเลยเป็นรายปี ก็เป็นเพียงค่าตอบแทนอย่างหนึ่งที่โจทก์เรียกเก็บเท่านั้น กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปดังที่จำเลยฎีกา สิทธิเรียกร้องของโจทก์เช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.856

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 62,278.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 31,346.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 62,278.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 31,346.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 พฤศจิกายน 2547) จนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งได้ความว่า จำเลยสมัครขอรับบริการสินเชื่อประเภทหมุนเวียน (Revolving loan) กับโจทก์ ชื่อบริการ "ซิตี้แบงก์เรดดี้เครดิต" โจทก์อนุมัติสินเชื่อแก่จำเลยในวงเงิน 50,000 บาท โดยใช้บัญชีกระแสรายวันที่จำเลยเปิดไว้กับโจทก์ โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ด เลขรหัสประจำตัว และมอบเช็คให้จำเลยไว้เพื่อใช้เบิกถอนเงิน จำเลยยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาให้สินเชื่อทุกประการ หลังจากนั้นจำเลยเบิกถอนเงินจากวงเงินสินเชื่อหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายใช้บัตรซิตี้การ์ดเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2541 ครบกำหนดชำระภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2541 แต่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ระงับการให้วงเงินสินเชื่อและส่งใบแจ้งยอดหนี้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระ ปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาให้วงเงินสินเชื่อโดยใช้บัญชีกระแสรายวันที่จำเลยทำกับโจทก์ไม่ใช่สัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งมีอายุความ 10 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่การที่โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ดให้จำเลยไว้เพี่อใช้เบิกถอนเงินสดแล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยในภายหลัง โดยโจทก์เรียกเก็บเงินค่าสมาชิก ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการรับทำการงานต่างๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปก่อนคืน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2547 เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 คือสัญญาซึ่งบุคคลสองคนตกลงกันว่าสืบแต่นั้นไป หรือในชั่วเวลากำหนดอันใดอันหนึ่ง ให้ตัดทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนอันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างเขาทั้งสองหักกลบลบกันและคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลยภาค ลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างต้องเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน ฝ่ายที่เป็นหนี้ค้างชำระมากกว่าจะต้องชำระหนี้ในส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลยภาคเมื่อมีการตัดทอนบัญชี หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้แต่เพียงฝ่ายเดียว แม้จะมีบัญชีคิดหนี้สินกัน สัญญานั้นก็หาเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ สัญญาให้สินเชื่อที่จำเลยทำกับโจทก์ ข้อ 10 ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการชำระหนี้รวมถึงวิธีนำเงินหรือเช็คเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันระบุว่า "...ผู้กู้ตกลงและรับทราบว่าธนาคารจะนำเงินที่ได้รับจากผู้กู้ตามข้อนี้ไปชำระบรรดาหนี้อุปกรณ์ที่ผู้กู้มีต่อธนาคารตามสัญญาฉบับนี้อันได้แก่ เบี้ยปรับ ดอกเบี้ย... และหากยังมีเงินคงเหลืออยู่ ธนาคารจะนำไปชำระคืนหนี้ประธานอันได้แก่ต้นเงินกู้" ส่วนกรณีนำเงินหรือเช็คเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันโดยผู้กู้ไม่มีหนี้ค้างชำระอยู่ในบัญชี สัญญาข้อ 11 ระบุว่า "...ผู้กู้ตกลงยินยอมและขอมอบอำนาจชนิดเพิกถอนไม่ได้ให้ธนาคารโอนเงินสดที่ผู้กู้นำฝากและ/หรือเงินที่ธนาคารเรียกเก็บได้ตามเช็คที่นำเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันดังกล่าวเข้าฝากในบัญชีเงินฝากประเภทไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งเป็นบัญชีย่อยที่ธนาคารจัดให้มีขึ้นเป็นการภายใน ผู้กู้ตกลงและรับทราบว่าในเวลาใดๆ เวลาหนึ่งยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันจะมีจำนวนเท่ากับศูนย์..." และข้อ 20 ระบุว่า "เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามสัญญานี้ ผู้กู้ตกลงเปิดบัญชีกระแสรายวันแบบพิเศษจำนวน 1 บัญชี ไว้กับธนาคาร..." เห็นได้ว่า บัญชีกระแสรายวันที่จำเลยเปิดไว้กับโจทก์เป็นเพียงบัญชีที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการหักทอนคิดจำนวนเงินที่จำเลยยังคงเป็นหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เท่านั้น ไม่มีลักษณะของการตัดทอนบัญชีหนี้อันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างโจทก์กับจำเลยหักกลบลบกันแต่อย่างใด สัญญาให้สินเชื่อจึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า การเบิกถอนเงินจำเลยอาจกระทำได้หลายวิธีตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 5 กล่าวคือ นอกจากใช้บัตรซิตี้การ์ดกับเลขรหัสประจำตัวเบิกถอนเงินจากพนักงานของโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์หรือจากเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) แล้ว จำเลยอาจใช้วิธีออกเช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีกระแสรายวัน หรือมีคำสั่งผ่านทางบริการซิตี้โฟนแบงก์กิ้งให้โจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยหรือบุคคลภายนอก หรือโดยวิธีการอื่นๆ ที่โจทก์ให้บริการ ทั้งนี้เงินที่จำเลยเบิกถอนไปไม่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ตามสัญญาข้อ 6 ระบุให้ถือว่าเป็นต้นเงินกู้ที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ การที่โจทก์ออกบัตรซิตี้การ์ดให้แก่จำเลยไว้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดจึงเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกแก่จำเลยในการเบิกถอนเงินวิธีหนึ่งในจำนวนหลายวิธีที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันไว้เท่านั้น จำเลยอาจเลือกใช้วิธีอื่นในการเบิกถอนเงินโดยไม่ใช้บัตรซิตี้การ์ดที่โจทก์ออกให้เลยก็ย่อมกระทำได้ เงินที่โจทก์ยอมให้จำเลยเบิกถอนไปแต่ละครั้งจึงไม่มีลักษณะเป็นเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองแทนไปก่อน แต่เป็นเงินที่จำเลยได้รับไปจากโจทก์ตามวงเงินสินเชื่อที่จำเลยได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์ แม้โจทก์เก็บค่าสมาชิกจากจำเลยเป็นรายปี ก็เป็นเพียงค่าตอบแทนอย่างหนึ่งที่โจทก์เรียกเก็บเท่านั้น กรณีมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปดังที่จำเลยฎีกา สิทธิเรียกร้องของโจทก์เช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 10 ปี และคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9043/2554 ธนาคารซิตี้แบงก์ โจทก์ นายสุพรรณ ผ่องแผ้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารซิตี้แบงก์ · จำเลย - นายสุพรรณ ผ่องแผ้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · วีระพล ตั้งสุวรรณ · อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายสุรพล กล่อมจิตต์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1624/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1042/2531ฎีกา 4846/2542ฎีกา 117/2518ฎีกา 1862/2518ฎีกา 5852/2531ฎีกา 1446/2512ฎีกา 686/2546ฎีกา 1479/2539ฎีกา 2785/2522ฎีกา 540/2535ฎีกา 1077/2527ฎีกา 8294/2538ฎีกา 2940/2543ฎีกา 2877/2547ฎีกา 1690/2550ฎีกา 5887/2537ฎีกา 2569/2521ฎีกา 85/2535ฎีกา 1930/2526ฎีกา 2880/2545ฎีกา 4145/2542ฎีกา 1847/2542ฎีกา 977/2535ฎีกา 3544/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา