⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13823/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13823/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยื่นฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยร่วมที่เกี่ยวกับสิทธิรับเงินตามกฎหมายแรงงาน จะต้องยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งนั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมขอให้สั่งจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยร่วมสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินต่าง ๆ ข้างต้น และส่งคำสั่งไปให้โจทก์รับทราบในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ส่วนวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ไม่ใช่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คงเป็นแต่เพียงวันที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้โจทก์เรียบเรียงทำคำฟ้องซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งนำมายื่นต่อศาลใหม่ ถือได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องชอบด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.125

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน และบังคับจำเลยให้รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม อัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิม โดยนับอายุงานต่อเนื่อง หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 1,640,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 45,575 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าจ้างค้างจ่าย 17,671.50 บาท กับค่าชดเชย 136,725 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องฉบับเดียวกันขอแก้ไขคำฟ้องและขอให้หมายเรียกนายบรรจง พนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 2 เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง และยกคำขอของจำเลยที่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลย โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการส่วนขาย อัตราค่าจ้างเดือนละ 38,325 บาท ค่าน้ำมันรถยนต์เดือนละ 6,000 บาท และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เดือนละ 1,250 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน ขอให้มีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์ และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่โจทก์ จำเลยร่วมมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่าโจทก์ขอลากิจวันที่ 16 ถึง 18 พฤศจิกายน 2549 เพื่อไปร่วมงานศพมารดาของเพื่อน ผู้บังคับบัญชาไม่อนุญาตเพราะโจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นซองประมูลราคางานแทนจำเลยต่อลูกค้าในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งมีมูลค่าของงานมาก แต่โจทก์ก็ยังหยุดงานไป กรณีถือได้ว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนค่าน้ำมันรถยนต์และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ใช่ค่าจ้างหรือเงินอย่างอื่นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่พนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจสั่งให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างได้ โจทก์รับทราบคำสั่งของจำเลยร่วมครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยร่วมดังกล่าว โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องหลายครั้งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2550 วันที่ 23 มีนาคม 2550 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งให้โจทก์ทำคำฟ้องนำมายื่นต่อศาลใหม่ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 เกินกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่งหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ไปยื่นคำร้องต่อจำเลยร่วมในฐานะพนักงานตรวจแรงงานขอให้สั่งจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าน้ำมันรถยนต์ และค่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยร่วมสอบสวนแล้วมีคำสั่งที่ 15/2550 ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินต่าง ๆ ข้างต้น และส่งคำสั่งไปให้โจทก์รับทราบในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด ส่วนวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ไม่ใช่วันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คงเป็นแต่เพียงวันที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้โจทก์เรียบเรียงทำคำฟ้องซึ่งมีการแก้ไขหลายครั้งนำมายื่นต่อศาลใหม่ ถือได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่งแล้ว ศาลแรงงานกลางต้องพิจารณาพิพากษาคดีตามประเด็นพิพาทต่อไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนด หลังจากคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานถึงที่สุด และไม่วินิจฉัยประเด็นพิพาท ข้อ 1 ถึงข้อ 5 อีกต่อไป แล้วพิพากษายกฟ้อง ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาวินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาท ข้อ 1 ถึงข้อ 5 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13823/2555 นายสมเกียรติ ตันติพลาวนิชย์ โจทก์ บริษัทอินเทค การ์ด จำกัด จำเลย นายบรรจง แก้วลอดหล้า ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมเกียรติ ตันติพลาวนิชย์ · จำเลย - บริษัทอินเทค การ์ด จำกัด · จำเลยร่วม - นายบรรจง แก้วลอดหล้า ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อนันต์ ชุมวิสูตร · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ทวีป ตันสวัสดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายประเวศ อัศวรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.316/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8631/2550ฎีกา 15617/2558ฎีกา 7084-7289/2548ฎีกา 2068/2559ฎีกา 6698/2549ฎีกา 2172/2542ฎีกา 363/2548ฎีกา 6492/2557ฎีกา 1353/2551ฎีกา 7097/2550ฎีกา 7208/2545ฎีกา 11683-11703/2553ฎีกา 4029/2548ฎีกา 5371/2549ฎีกา 2192/2548ฎีกา 10450-10452/2559ฎีกา 39/2567ฎีกา 6076-6077/2549ฎีกา 238/2545ฎีกา 5033/2549ฎีกา 6296/2548ฎีกา 5979/2549ฎีกา 8792/2550ฎีกา 8403/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา