⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6492/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6492/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นายจ้างไม่พอใจคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีสิทธิฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม โดยอ้างว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายที่สั่งว่า ส. ไม่ได้กระทำผิดกรณีร้ายแรงตามมาตรา 119 และให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่ ส. ทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ดังนี้ ฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ทำละเมิดต่อโจทก์ และการออกคำสั่งที่ 60/2553 ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำไปโดยอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งก็ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์เพื่อส่งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่โจทก์ ก็เป็นการปฏิบัติราชการในส่วนงานสารบรรณของทางราชการเท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกคำสั่งดังกล่าวแต่ประการใด เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มิได้มีส่วนต้องร่วมรับผิด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.119 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.124 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.125

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งต้องร่วมกันรับผิดในคำสั่งที่ 60/2552 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2552 จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า พฤติการณ์ของนายสุพรรณ์ที่มีการขอถุงพลาสติกจากนายศิริวงศ์และนางสาววันนา โดยได้รับถุงพลาสติกตามที่ขอมารวบรวมเก็บไว้ ทั้งบอกนายจตุพร ทันทีที่ถาม ประกอบกับกล่องกระดาษวางไว้ที่เปิดเผยในโรงอาหาร นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่าโจทก์และบริษัทไหมทอง จำกัด แจ้งความร้องทุกข์กล่าวหานายสุพรรณ์ลักทรัพย์หรือพยายามลักทรัพย์แต่ประการใด พฤติการณ์การกระทำของนายสุพรรณ์ยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังได้ว่า นายสุพรรณ์มีเจตนาที่จะลักทรัพย์หรือพยายามที่จะลักทรัพย์ถุงพลาสติกใส และที่บริษัทไหมทอง จำกัด เลิกจ้างโจทก์มิใช่เกิดจากการกระทำของนายสุพรรณ์และมิใช่เหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกันอันพอจะรับฟังได้ว่า การกระทำของนายสุพรรณ์เป็นสาเหตุที่โจทก์ถูกยกเลิกสัญญาทำให้โจทก์เสียหายแต่ประการใด จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 60/2552 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะมีอำนาจออกคำสั่งที่ 60/2553 โดยเฉพาะตัว แต่ก็ได้รับหนังสือรับรองอำนาจจากจำเลยที่ 2 ซึ่งชื่อของจำเลยที่ 2 ปรากฏในหนังสือของจำเลยที่ 2 ถึงโจทก์แนบคำสั่งที่ 60/2553 ของจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรงก็ได้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 421 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมานั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานที่สั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม โดยอ้างว่าคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายที่สั่งว่า นายสุพรรณ์ไม่ได้กระทำผิดกรณีร้ายแรงตามมาตรา 119 และให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่นายสุพรรณ์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ดังนี้ฟ้องของโจทก์จึงมิใช่เป็นการฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ทำละเมิดต่อโจทก์ และการออกคำสั่งที่ 60/2553 ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำไปโดยอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 วรรคสาม หากโจทก์ไม่พอใจคำสั่งก็ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์เพื่อส่งคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่โจทก์ ก็เป็นการปฏิบัติราชการในส่วนงานสารบรรณของทางราชการเท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกคำสั่งดังกล่าวแต่ประการใด เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มิได้มีส่วนต้องร่วมรับผิด ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6492/2557 บริษัทไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์ โลจิสติคส์ จำกัด โจทก์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทไทเกอร์ ดิสทริบิวชั่น แอนด์ โลจิสติคส์ จำกัด · จำเลย - กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิยุต สุภัทรพาหิรผล · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ธีระพงศ์ จิระภาค
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.79/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6942/2550ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1056/2543ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา