⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3562/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3562/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานจะทำได้เฉพาะในข้อกฎหมายเท่านั้น จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีการไว้เป็นการเฉพาะให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานได้เฉพาะในข้อกฎหมาย ไม่มีบทบัญญัติยกเว้นกรณีหนึ่งกรณีใดให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ จึงนำหลักการอุทธรณ์กรณีผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างทำความเห็นแย้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มาใช้กับการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานไม่ได้ ตามวิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์โดยสารแต่ละคันเติมด้วยยอดจำนวนเต็มหรือตามที่กำหนดในแต่ละสาย เมื่อครบจำนวนตามกำหนดพนักงานเติมน้ำมันจะดึงหัวจ่ายออกแล้วเก็บไว้ในที่เก็บและปิดฝาถังน้ำมันรถยนต์โดยสาร แสดงให้เห็นว่าน้ำมันที่ยังค้างอยู่ในหัวจ่ายเป็นน้ำมันของจำเลย แม้จะมีการตัดยอดจ่ายน้ำมันแล้ว แต่จำเลยก็ไม่มีระเบียบให้ทิ้งน้ำมันดังกล่าว การที่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเติมน้ำมันเทน้ำมันที่ค้างอยู่ที่หัวจ่ายใส่ถังน้ำมันและเอาไว้เป็นส่วนตัวจึงเป็นการลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นความผิดอาญาและจงใจไม่ปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติงาน เป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 46 จำเลยมีอำนาจไล่โจทก์ออกได้ตามข้อบังคับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เขตการเดินรถที่ 1 ที่ 286/2549 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2549 ของจำเลย และคำสั่งของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม ในอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,680 บาท โดยนับอายุงานของโจทก์ต่อเนื่องไปนับตั้งแต่วันที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ ให้จำเลยชำระเงินเดือนงวดเดือนสิงหาคม 2549 ถึงงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2550 รวมเป็นเงิน 142,320 บาท และค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงจำนวน 700,000 บาท รวมเป็นเงิน 842,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ต่อไปเป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 20,680 บาท นับตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นไปทุกเดือน จนกว่าโจทก์จะได้กลับเข้าทำงานกับจำเลยหรือจนกว่าโจทก์จะครบอายุ 60 ปี (ครบเกษียณอายุเดือนกันยายน 2552) ถ้าหากโจทก์ไม่สามารถที่จะกลับเข้าทำงานกับจำเลยได้ไม่ว่าเพราะเหตุใด ให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จจำนวน 603,096 บาท ค่าชดเชยจำนวน 194,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 19,460 บาท เงินตอบแทนความชอบในการทำงานจำนวน 165,440 บาท รวมเป็นเงิน 982,596 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อมาว่าการที่ผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างได้ทำความเห็นแย้งทำให้คดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแรงงานการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานจะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งในมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานได้เฉพาะในข้อกฎหมายไปยังศาลฎีกา โดยมิได้มีบทบัญญัติยกเว้นกรณีหนึ่งกรณีใดให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ และเมื่อบทกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำหลักการอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 ดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์มาใช้กับการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานได้ ดังนั้นแม้คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจะมีผู้พิพากษาสมทบทำความเห็นแย้งไว้ คู่ความก็ไม่อาจอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกาได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่าการกระทำของโจทก์เป็นการผิดระเบียบข้อบังคับถึงขั้นถูกลงโทษไล่ออกหรือไม่ เห็นว่า ตามวิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การดำเนินเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงระบุให้การเติมน้ำมันรถยนต์โดยสารแต่ละคันจะเติมด้วยยอดจำนวนเต็มหรือตามที่กำหนดในแต่ละสาย เมื่อครบจำนวนตามกำหนดพนักงานเติมน้ำมันจะดึงหัวจ่ายออกแล้วเก็บไว้ในที่เก็บแล้วปิดฝาถังน้ำมันรถยนต์โดยสาร จากระเบียบวิธีปฏิบัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าน้ำมันที่ยังค้างอยู่ที่หัวจ่ายย่อมเป็นน้ำมันของจำเลย ซึ่งแม้จะมีการตัดยอดจ่ายน้ำมันแล้วแต่จำเลยก็ไม่มีระเบียบให้ทิ้งน้ำมันดังกล่าว การที่โจทก์เทน้ำมันที่ค้างอยู่ที่หัวจ่ายใส่ถังน้ำมันและเอาไว้เป็นส่วนตัวจึงเป็นการลักทรัพย์ของนายจ้างซึ่งเป็นความผิดอาญา และจงใจไม่ปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติงาน เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง อันถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฉบับที่ 46 ว่าด้วยวินัย การสอบสวน การลงโทษ และการอุทธรณ์การลงโทษของพนักงาน พ.ศ.2524 ข้อ 8.1 และข้อ 8.2 ซึ่งจำเลยมีอำนาจลงโทษไล่โจทก์ออกได้ คำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานจึงชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3562/2556 นายกมลชัย แสวงเทศ โจทก์ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกมลชัย แสวงเทศ · จำเลย - องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปัญญา สุทธิบดี · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายวิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.329/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2505/2524ฎีกา 3817/2537ฎีกา 7174/2542ฎีกา 7083/2548ฎีกา 4410/2528ฎีกา 2563/2543ฎีกา 8903/2553ฎีกา 1679/2540ฎีกา 1168/2520ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2834/2527ฎีกา 6072/2538ฎีกา 654/2536ฎีกา 2572/2541ฎีกา 932/2523ฎีกา 5894/2541ฎีกา 6057/2541ฎีกา 1459/2539ฎีกา 1521/2549ฎีกา 8631/2550ฎีกา 57/2530ฎีกา 8770/2548ฎีกา 1913/2534ฎีกา 8938-8992/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา