⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2505/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2505/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. สัญญาจองอาคารพาณิชย์ที่ข้อความอันเป็นสาระสำคัญยังไม่ได้ตกลงกันทั้งหมด และสัญญายังไม่ได้ทำเป็นหนังสือตามที่ตกลงกัน ถือว่ายังไม่มีสัญญาต่อกัน 2. การอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีที่มีการฟ้องแย้ง ไม่ต้องแยกพิจารณาเป็นคนละส่วน

ย่อคำพิพากษา

คดีที่โจทก์ฟ้องและจำเลยฟ้องแย้ง จะอุทธรณ์ฎีกาได้เพียงใดหรือไม่ต้องแยกพิจารณาคนละส่วน สัญญาจองอาคารพาณิชย์ของโจทก์ ก็คือสัญญาซึ่ง จำเลยมีเจตนาจะเช่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์อันเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ โจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะทำสัญญาจองตึกแถวกันเป็นหนังสือเมื่อข้อความแห่งสัญญาอันเป็นสาระสำคัญยังไม่ได้ตกลงกันหมดทุกข้อ และสัญญายังมิได้ทำเป็นหนังสือตามที่ตกลงกัน ย่อมนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 จำเลยจะอ้างว่า มีสัญญาจองอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์จำเลยและอ้างสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งตามสัญญานั้นหาได้ไม่ เมื่อพยานจำเลยเท่าที่นำสืบมากระจ่างชัดแล้ว แม้จะให้สืบพยานจำเลยต่อไปก็ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องของจำเลยดีกว่าจำเลยเอง คดีจึงไม่มีประโยชน์อย่างใดที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยเพิ่มเติม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.366 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.538

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๓๓ จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์บางส่วน เนื้อที่ ๑ งาน ๖๐ ตารางวาค่าเช่าปีละ ๙๖๐ บาท จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจำเลยไม่ยอมรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้าน พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระ ๒,๘๐๐ บาท และใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๕๐๐ บาทแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเช่าที่พิพาทจากโจทก์จริงขณะที่สัญญาเช่ายังไม่สิ้นอายุโจทก์จะใช้ที่ของโจทก์ซึ่งรวมทั้งที่พิพาทปลูกสร้างอาคารพาณิชย์และตลาดสดเพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ต้องเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่า โจทก์ให้ผู้เช่าทุกคนรวมทั้งจำเลยอยู่ในที่ดินตลอดไปโดยไม่เก็บค่าเช่า จนกว่าโจทก์จะใช้ที่ดินปลูกสร้าง และให้สิทธิเลือกจองอาคารพาณิชย์ได้ก่อนในราคาถูกกว่าบุคคลภายนอก จำเลยจองอาคารพาณิชย์ของโจทก์ ๓ ห้อง แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ก่อสร้าง ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายคิดเป็นส่วนลดห้องละ ๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนนี้แก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาต่อผู้เช่าทุกคนแล้วและไม่เคยอนุญาตให้ผู้เช่าอยู่ต่อไปโดยไม่เก็บค่าเช่า จำเลยมิได้ขอจองอาคารพาณิชย์จากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินของโจทก์ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีที่โจทก์ฟ้องและจำเลยฟ้องแย้ง จะอุทธรณ์ฎีกาได้เพียงใดหรือไม่ต้องแยกพิจารณาคนละส่วน คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าที่ดินของโจทก์เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ และมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสองพันบาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ หรือยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า ทั้งค่าเช่าที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องอันเป็นทุนทรัพย์ก็ไม่เกินสองหมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทเกินกว่าห้าหมื่นบาทไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริง ในเรื่องการจองตึกแถวของโจทก์นั้น เจตนาที่แท้จริงก็คือจำเลยประสงค์จะเช่าอาคารพาณิชย์หรือตึกแถวของโจทก์อันเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แต่จำเลยก็หาได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดไม่ โจทก์นำสืบว่าผู้จองจะต้องวางเงินมัดจำห้องละ ๑๐,๐๐๐ บาทและต้องทำสัญญาจองภายในวันสิ้นปี ๒๕๒๐ นายอุทัยพยานจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินของโจทก์คนหนึ่งก็เบิกความว่า การจองตึกแถวของโจทก์ต้องมีสัญญาจองห้องและวางเงินมัดจำ จำเลยเองก็เบิกความรับว่าเมื่อโจทก์จะปลูกสร้างตึกแถวจึงจะเขียนใบจองห้องอีกครั้งหนึ่งอันแสดงว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาที่จะทำสัญญาจองห้องเป็นหนังสือ ดังนั้นเมื่อข้อความแห่งสัญญาอันเป็นสาระสำคัญยังไม่ได้ตกลงกันหมดทุกข้อ และสัญญามิได้ทำเป็นหนังสือตามที่ตกลงกันย่อมนับได้ว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๖๖ จำเลยจะอ้างว่ามีสัญญาจองอาคารพาณิชย์ระหว่างโจทก์จำเลยและอ้างสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดตามสัญญานั้นหาได้ไม่โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลย ที่จำเลยฎีกาขอให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยที่สั่งงดสืบเพิ่มเติมแล้วพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าพยานจำเลยเท่าที่นำสืบมากระจ่างชัดแล้ว แม้จะสืบพยานจำเลยต่อไปก็ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องของจำเลยดีกว่าจำเลยเอง จึงไม่มีประโยชน์ที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยเพิ่มเติมดังที่จำเลยฎีกา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2505/2524 นางเฉลิม กิจดำรงชัย โจทก์ นายสุเทพ อัชนีทองคำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเฉลิม กิจดำรงชัย · จำเลย - นายสุเทพ อัชนีทองคำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเมธี คฤโคษ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิบูลย์ สิริตระกูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 891/2510ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1036/2506ฎีกา 9188/2538ฎีกา 72/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4484/2536ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519ฎีกา 6196/2537ฎีกา 1369/2513ฎีกา 8087/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา