คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1369/2513
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจอุทธรณ์ว่าข้อใดต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และมีคำสั่งไม่รับเฉพาะส่วนที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ คำสั่งดังกล่าวให้ถือเป็นคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไปยังศาลอุทธรณ์ ซึ่งคู่ความอาจอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้
ย่อคำพิพากษา
ในการตรวจอุทธรณ์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นอาจตรวจในข้อที่คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224, 230
ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ของจำเลยแล้วเห็นว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงสั่งไม่รับ และมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์นั่นไปเท่าที่เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย จึงเป็นคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไปยังศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 หาใช่ต้องเป็นกรณีปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมดไม่ จำเลยจึงต้องอุทธรณ์คำสั่งศาล่ชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ข้อเท็จจริง โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 234
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๒ สั่งรับอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ส่วนปัญหาข้อเท็จจริงสั่งไม่รับ เพราะเห็นว่าต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๒
ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยคำสั่งเกินกำหนดแล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง
จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์บางข้อเมื่อพ้นกำหนด ๑๐ วัน ให้ยกคำร้อง
จำเลยฎีกาคำสั่ง
ศาลฎีกาเห็นว่า ในการตรวจอุทธรณ์ที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นอาจตรวจในข้อที่คดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔, ๒๓๐ คดีนี้ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เห็นว่าต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงสั่งไม่รับ และมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์นั้นไปเท่าที่เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงเป็นคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไปยังศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๒ หาใช่ต้องเป็นกรณีปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหมดดังจำเลยฎีกาขึ้นมาไม่ จำเลยจึงต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ข้อเท็จจริง โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๑๐ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๔ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๒ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ เกินกำหนด ๑๐ วัน ศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์สั่งไม่รับอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของจำเลยจึงชอบแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1369/2513
นายอุดม ลีลาวิวัฒน์ โจทก์
นายสมาน วนรัตน์ศิริกุล ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายอุดม ลีลาวิวัฒน์ · ล. - นายสมาน วนรัตน์ศิริกุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชลอ บุปผเวส · ถาวร หุตะโกวิท · จรัญ อิศระ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสุวรรณ กองวารี · ศาลอุทธรณ์ - นายมงคล วัลยะเพ็ชร์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา