⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 17401/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17401/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฎีกาในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่เกี่ยวกับอำนาจฟ้อง ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาก่อน หากไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด

ย่อคำพิพากษา

คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง กล่าวคือไม่ขออนุญาตศาลฎีกาให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พุทธศักราช 2550 ม.18 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พุทธศักราช 2550 ม.19

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 78 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เดิมเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ เหตุเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และต่อมาจำเลยที่ 1 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบจำเลยที่ 2 ยึดได้เมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 400 เม็ด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์กระบะไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอีก 400 เม็ด ซึ่งยึดได้ที่บ้านจำเลยที่ 1 เลขที่ 50 หมู่ที่ 9 ตำบลขุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และข้อหาความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ต่อมาจำเลยที่ 1 เห็นว่า เมทแอมเฟตามีน 400 เม็ดแรก และ 400 เม็ดหลัง จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในคราวเดียวกันเพียงแต่เมทแอมเฟตามีนแยกกันเก็บเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในคดีแรกไปแล้ว โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีหลังนี้อีกไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 อีกจึงเป็นการไม่ชอบ อีกประการหนึ่งจำเลยที่ 1 ถูกจับในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช แต่พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่ใช่พนักงานผู้รับผิดชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องด้วยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งจำเลยที่ 1 ก็มิได้ยื่นฎีกาพร้อมกับคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้วินิจฉัยแต่อย่างใด คดีนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงถึงที่สุดแล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยที่ 1 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17401/2557 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ พลทหารโสภณหรือแอ็ด วรรณวงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช · จำเลย - พลทหารโสภณหรือแอ็ด วรรณวงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อดิศักดิ์ ปัตรวลี · ทวีศักดิ์ ทองภักดี · เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายฉันทพัฒน์ อุไรกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายวิชาญ กาญจนะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4026/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1533/2560ฎีกา 9379/2557ฎีกา 2841/2555ฎีกา 13353/2555ฎีกา 8604/2554ฎีกา 11531/2553ฎีกา 13982/2553ฎีกา 2128/2554ฎีกา 9050/2553ฎีกา 13598/2556ฎีกา 1048/2558ฎีกา 13882/2553ฎีกา 4541/2554ฎีกา 8639/2555ฎีกา 29/2555ฎีกา 10893/2555ฎีกา 5954/2559ฎีกา 14022/2553ฎีกา 5616/2560ฎีกา 9932/2555ฎีกา 13813/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา