⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 893/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและพยานโจทก์ที่ขัดแย้งกันเองและขัดแย้งกับพยานหลักฐานอื่น ถือเป็นพยานบอกเล่าที่ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น พฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน

ย่อคำพิพากษา

บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและ ป. พยานโจทก์เป็นเพียงพยานบอกเล่า การวินิจฉัยพยานหลักฐานต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยเว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 ผู้เสียหายให้การว่าขณะเกิดเหตุจำเลยยืนอยู่บนบ้านพักชั้นสาม ส่วน ป. ให้การว่าเห็นจำเลยอยู่ตรงระเบียงหน้าบ้านชั้นสาม ซึ่งขัดแย้งกับภาพถ่ายบ้านจำเลยที่ไม่มีระเบียงบ้าน ผู้เสียหายให้การว่าได้ยินเสียงจำเลยร้องหลังจากเสียงปืนนัดที่สองว่า "เครียดโว้ย นอนไม่หลับ" แต่ ป. ให้การว่าเมื่อได้ยินเสียงปืนนัดแรกหันไปเห็นจำเลยถืออาวุธปืนพกจ้องมาจากหน้าต่างบ้านชั้นสามแล้วยิงอีกหนึ่งนัด จำเลยพูดว่า "จบ" ผู้เสียหายให้การว่าขณะเกิดเหตุมีแสงไฟนีออนในบ้านจำเลยเปิดสว่างมองเห็นตัว ส่วน ป. ให้การว่าบ้านจำเลยไม่เปิดไฟ และพยานโจทก์ทั้งสองตรวจดูและลงชื่อรับรองความถูกต้องในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผ่านหน้าต่างชั้นสองของบ้าน คำให้การในชั้นสวบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองขัดแย้งแตกต่างกันโดยตลอด ส่อให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่นต่อความจริง มุ่งจะเสริมแต่งข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยมากกว่า จึงไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นในการรับฟัง การที่ศาลจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้น จะต้องมีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด แต่โจทก์ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นในความไม่น่าเชื่อถือในคำเบิกความของพยานว่าเป็นการบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย จึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีอันควรแก่การเชื่อถือ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นที่รับฟังได้มาสนับสนุน จึงไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.376

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288, 376 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ นายบุญเลิศ ผู้เสียหาย เป็นหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้านศุภาลัยบุรี ตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในวันและเวลาเกิดเหตุผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณป้อมยามประตูของหมู่บ้านดังกล่าว ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง 2 นัด ภายหลังเกิดเหตุผู้เสียหายไปแจ้งความแก่พันตำรวจโทสุขุม พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ชั้นสอบสวน พันตำรวจโทสุขุมสอบปากคำผู้เสียหายและนายปราโมทย์ พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้านศุภาลัยบุรีไว้ ตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาและบันทึกคำให้การของพยาน ตามลำดับ ได้ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบลูกกระสุนปืนออโตเมติก (ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ขนาด .38 (9 มม.) 1 ลูก บริเวณริมกำแพงจึงยึดเป็นของกลาง โดยผู้เสียหายนำชี้สถานที่เกิดเหตุตามภาพถ่าย แล้วทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ สำหรับความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์มีผู้เสียหายและนายปราโมทย์เบิกความเป็นพยานทำนองเดียวกันว่าไม่เห็นใครเป็นผู้ยิงผู้เสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและนายปราโมทย์ยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลมาลงโทษจำเลยนั้นเป็นการไม่ชอบ เพราะคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและนายปราโมทย์ตามบันทึกคำให้การล้วนมีความขัดแย้งกันในสาระสำคัญโดยตลอดทุกขั้นตอน ทั้งเป็นการให้การกลับไปกลับมาไม่อยู่กับร่องกับรอย จึงไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและนายปราโมทย์พยานโจทก์ทั้งสอง เป็นเพียงพยานบอกเล่า การวินิจฉัยพยานหลักฐานซึ่งเป็นพยานบอกเล่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยเว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน เมื่อคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองมีความขัดแย้งแตกต่างกันในสาระสำคัญ กล่าวคือ ผู้เสียหายให้การว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยยืนอยู่บนบ้านพักชั้นสามฝั่งข้างป้อมยามห่างประมาณ 20 เมตร ร้องเรียกผู้เสียหายว่า "แกละ" "จบไหม" แล้วยกอาวุธปืนยิงมาที่ตัวผู้เสียหายขณะที่ยืน 1 นัด กระสุนปืนถูกป้ายหมู่บ้านห่างผู้เสียหายประมาณ 1.5 เมตร แต่นายปราโมทย์กลับให้การว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายนั่งอยู่ข้างป้อมยามตรงกลางพยานยืนใกล้ไม้กั้นทางเข้าออกหมู่บ้าน ส่วนจำเลยอยู่ตรงระเบียงอาคารด้านหน้าบ้านจำเลยชั้นสาม พยานได้ยินเสียงอาวุธปืนดังขึ้น 1 นัดทางด้านหลังพยานหรือบ้านจำเลย ไม่ทราบว่ากระสุนปืนโดนอะไร แต่ภายหลังทราบว่ามีการยิงมาถูกกำแพงหมู่บ้านใกล้ป้อมยาม พยานได้ยินเสียงจำเลยพูดตรงหน้าต่างบ้านชั้นสามว่า "แกละนอนไม่หลับ" อันเป็นการให้การขัดกันในข้อสาระสำคัญโดยตลอด เป็นพิรุธ ประกอบกับนายปราโมทย์ให้การว่าเห็นจำเลยอยู่ตรงระเบียงบ้านจำเลยชั้นสามนั้นก็เป็นการขัดแย้งกับภาพถ่ายบ้านจำเลย ซึ่งไม่ปรากฏว่าบ้านจำเลยชั้นสามมีระเบียงบ้านแต่อย่างใด ย่อมเป็นการขัดต่อเหตุผล ผู้เสียหายให้การต่อไปว่ามีการยิงอาวุธปืนอีก 1 นัด หลังจากนัดแรก 5 นาที ได้ยินเสียงจำเลยร้องขึ้นว่า "เครียดโว้ยนอนไม่หลับ" กระสุนปืนทะลุอิฐบล็อกกำแพงหมู่บ้านทางที่ผู้เสียหายยืนขณะเกิดเหตุ แตกต่างจากที่นายปราโมทย์ให้การว่า ต่อมา 5 นาที มีเสียงอาวุธปืนดังมาจากบ้านจำเลย 1 นัด พยานหันไปเห็นจำเลยถืออาวุธปืนพกจ้องมาทางป้อมยามจากชั้นสามของบ้านที่เปิดหน้าต่างและมีสะเก็ดไฟออกจากอาวุธปืนตรงที่จำเลยยืน จำเลยพูดว่า "จบ" เสียงดังก่อนกลับเข้าไปในบ้าน กระสุนปืนนัดที่สองโดนป้ายสูงจากพื้นประมาณ 1.30 เมตร ใกล้กับผู้เสียหายนั่งบนรถจักรยานยนต์ประมาณ 1 เมตร คำให้การที่ไม่ลงรอยกันเช่นนี้ ทำให้ไม่อาจรับฟังเป็นความจริงไปในทางใดทางหนึ่งได้ นอกจากนี้ผู้เสียหายให้การอีกว่า ขณะเกิดเหตุมีแสงไฟนีออนในบ้านจำเลยเปิดสว่างมองเห็นตัวก็ขัดกับที่นายปราโมทย์ให้การว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากป้อมยามที่บ้านจำเลยไม่เปิดไฟ ขณะมีแสงไฟจากอาวุธปืนหันไปมองที่หน้าต่างชั้นสามของบ้านไม่เห็นคน เมื่อเหตุเกิดในเวลากลางคืน คำให้การเกี่ยวกับเรื่องแสงสว่างที่แตกต่างกันย่อมมีข้อสงสัยว่าบริเวณที่เกิดเหตุจะมีแสงสว่างไม่พอเพียงที่จะทำให้เห็นคนร้ายชัดเจนพอจำได้ ทำให้คำให้การของพยานโจทก์ทั้งสองมีข้อพิรุธมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ที่พยานโจทก์ทั้งสองได้ตรวจดูและลงชื่อรับรองความถูกต้องกลับระบุว่า จำเลยใช้อาวุธปืนผ่านหน้าต่างชั้นสองของบ้าน เมื่อนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาพิเคราะห์ประกอบกับคำให้การพยานโจทก์ทั้งสองที่ขัดแย้งแตกต่างกันโดยตลอดส่อให้เห็นถึงความไม่ยึดมั่นต่อความจริง มุ่งจะเสริมแต่งข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยมากกว่า จึงไม่มีเหตุผลอันหนักแน่นในการรับฟัง การที่ศาลจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานโจทก์ทั้งสองยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลนั้นจะต้องมีพฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิดแต่โจทก์ไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นในความไม่น่าเชื่อถือในคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองว่าเป็นการเบิกความบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย จึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดีอันควรแก่การเชื่อถือ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานประกอบอื่นที่รับฟังได้มาสนับสนุน จึงไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2558 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นายวิรัชหรือวิรัตน์ พันธ์เจริญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี · จำเลย - นายวิรัชหรือวิรัตน์ พันธ์เจริญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จตุรงค์ นาสมใจ · บุญมี ฐิตะศิริ · ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางศิริยา มหาทรัพย์ไพบูลย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3505/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2842/2515ฎีกา 688/2529ฎีกา 4043/2528ฎีกา 1764/2530ฎีกา 1816/2530ฎีกา 1957/2514ฎีกา 296-305/2481ฎีกา 1866/2553ฎีกา 1652/2532ฎีกา 3307/2531ฎีกา 5840/2544ฎีกา 2848/2527ฎีกา 959/2531ฎีกา 1837/2531ฎีกา 4521/2539ฎีกา 6252/2531ฎีกา 122/2481ฎีกา 2246/2520ฎีกา 1203/2482ฎีกา 1560/2529ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 138/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา