⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1237/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 หากหนี้ยังไม่เกิดขึ้นขณะออกเช็ค ย่อมไม่ครบองค์ประกอบความผิด

ย่อคำพิพากษา

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่ อ. ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ อ. ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้ว อ. นำเช็คสองฉบับดังกล่าวมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่ อ. ซื้อไปจากโจทก์ โดยหนี้ค่าก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค เมื่อต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับ จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับโดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด จำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างใช้ชื่อร้านว่า ร. เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2560 จำเลยออกเช็คธนาคารสองฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 25 มิถุนายน 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท ฉบับที่สองลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 จำนวนเงิน 300,000 บาท มอบให้แก่นายอัครวัฒน์หรือช่างโดม เพื่อว่าจ้างให้นายอัครวัฒน์ก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 แล้วนายอัครวัฒน์นำเช็คสองฉบับดังกล่าวไปมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระค่าวัสดุก่อสร้างที่นายอัครวัฒน์ซื้อไปจากโจทก์ โดยนายอัครวัฒน์นำวัสดุที่ซื้อไปใช้ในการก่อสร้างหลายแห่งรวมทั้งโครงการ A. ของจำเลยด้วย เมื่อเช็คดังกล่าว ถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่รู้จักโจทก์ แต่จำเลยเคยโทรศัพท์ติดต่อโจทก์ว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์ หากชำระไม่ได้จะนำที่ดินมาวางชำระหนี้ให้ ซึ่งนายอัครวัฒน์ถูกโจทก์ฟ้องในคดีแพ่งเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ซึ่งคำเบิกความของนายอัครวัฒน์ขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลย คำเบิกความของจำเลยและนายอัครวัฒน์จึงมีข้อพิรุธ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับที่จำเลยออกให้แก่นายอัครวัฒน์เป็นการออกเช็คชำระค่าก่อสร้างในโครงการของจำเลยที่ค้างชำระอยู่ มิใช่มอบให้แก่นายอัครวัฒน์เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างล่วงหน้าในเฟสที่ 2 นั้น ในส่วนนี้โจทก์และจำเลยอ้างนายอัครวัฒน์เป็นพยานร่วมกันเบิกความว่า พยานรับจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านโครงการ อ. เฟสที่ 2 แต่จำเลยจะเดินทางไปต่างประเทศ จึงมอบเช็คพิพาททั้งสองฉบับ ให้พยานเพื่อจะให้พยานสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ต่อมาโครงการมีปัญหาไม่สามารถสร้างบ้านเฟสที่ 2 ได้ และยังไม่มีการลงลายมือชื่อทำสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าวปรากฏว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นายอัครวัฒน์ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้นายอัครวัฒน์ทำการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยหนี้ค่าการก่อสร้างยังไม่เกิดขึ้นขณะที่มีการออกเช็ค และต่อมาจำเลยได้เลิกสัญญาการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 โดยไม่มีการก่อสร้างบ้านในเฟสที่ 2 ย่อมไม่มีมูลหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับนั่นเอง ส่วนที่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเคยติดต่อจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดในทางแพ่ง คำเบิกความดังกล่าวของจำเลย จึงมิได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของนายอัครวัฒน์จนทำให้คำเบิกความของนายอัครวัฒน์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยออกให้โดยมิใช่เป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การออกเช็คของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1237/2565 นางสาว ร. โจทก์ นาง น. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว ร. · จำเลย - นาง น.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง · ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ · เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงดุสิต - นางสาวผกากรอง ศรีทองสุก · ศาลอุทธรณ์ - นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.45/2565

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 5209/2566ฎีกา 920/2550ฎีกา 4226/2539ฎีกา 5414/2536ฎีกา 4260/2541ฎีกา 591/2540ฎีกา 199/2537ฎีกา 3490/2548ฎีกา 6581-6582/2556ฎีกา 460/2537ฎีกา 6888/2550ฎีกา 1483/2538ฎีกา 14397/2555ฎีกา 3694/2553ฎีกา 960/2541ฎีกา 4826/2565ฎีกา 13/2553ฎีกา 713/2539ฎีกา 235/2540ฎีกา 4343/2565ฎีกา 4411/2536ฎีกา 755/2547ฎีกา 5645/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา