⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรก › สารบัญกฎหมาย › พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค › มาตรา 43

มาตรา 43 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค

หมวด ๒ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคในศาลชั้นต้น
มาตรา ๔๓ ในคดีผู้บริโภค เมื่อศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ หากข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลว่ายังมีสินค้าที่ได้จำหน่ายไปแล้วหรือที่เหลืออยู่ในท้องตลาดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้บริโภคโดยส่วนรวม และไม่อาจใช้วิธีป้องกันอย่างอื่นได้ ให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดการประกาศและรับสินค้าดังกล่าวซึ่งอาจเป็นอันตรายคืนจากผู้บริโภคเพื่อทำการแก้ไขหรือเปลี่ยนให้ใหม่ภายในเวลาที่กำหนดโดยค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบธุรกิจเอง แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่อาจแก้ไขหรือดำเนินการตามที่กล่าวข้างต้นได้ ก็ให้ใช้ราคาตามที่ศาลเห็นสมควร โดยคำนึงถึงลักษณะและสภาพของสินค้าขณะรับคืน รวมทั้งความสุจริตของผู้ประกอบธุรกิจประกอบด้วย (๒) ห้ามผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่เหลืออยู่และให้เรียกเก็บสินค้าที่ยังไม่ได้จำหน่ายแก่ผู้บริโภคกลับคืนจนกว่าจะได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสินค้าดังกล่าวให้มีความปลอดภัย แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ศาลจะมีคำสั่งห้ามผู้ประกอบธุรกิจผลิตหรือนำเข้าสินค้านั้นก็ได้ และหากเป็นที่สงสัยว่าผู้ประกอบธุรกิจจะเก็บสินค้าที่เหลือไว้เพื่อจำหน่ายต่อไป ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจทำลายสินค้าที่เหลือนั้นด้วย ถ้าความปรากฏในภายหลังว่าผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้ศาลมีอำนาจสั่งจับกุมและกักขังผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้มีอำนาจทำการแทนของผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นนิติบุคคลไว้จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว หรือสั่งให้เจ้าพนักงานคดีหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดดำเนินการโดยให้ผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่าย และหากผู้ประกอบธุรกิจไม่ชำระ ให้บุคคลนั้นมีอำนาจบังคับคดีกับผู้ประกอบธุรกิจเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้มีอำนาจทำการแทนของผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นนิติบุคคลที่ถูกจับกุมโดยเหตุจงใจขัดขืนคำสั่ง จะต้องถูกกักขังไว้จนกว่าจะมีประกัน หรือประกันและหลักประกันตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรกำหนดว่าตนยินยอมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งทุกประการ แต่ทั้งนี้ ห้ามไม่ให้กักขังผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้มีอำนาจทำการแทนของผู้ประกอบธุรกิจในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจเป็นนิติบุคคลแต่ละครั้งเกินกว่าหกเดือนนับแต่วันจับหรือกักขัง แล้วแต่กรณี

สรุปมาตรา 43 แบบเข้าใจง่าย 🤖 อธิบายโดย AI

มาตรานี้ให้อำนาจศาลในคดีผู้บริโภค เมื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือจำหน่ายคดีแล้ว หากปรากฏว่ายังมีสินค้าที่จำหน่ายไปแล้วหรือเหลืออยู่ในท้องตลาดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้บริโภคโดยส่วนรวม และไม่อาจใช้วิธีป้องกันอย่างอื่นได้ ให้ศาลสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจประกาศและรับสินค้าคืนเพื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนใหม่โดยค่าใช้จ่ายของตนเอง หรือใช้ราคาตามที่ศาลเห็นสมควร และห้ามจำหน่ายสินค้าที่เหลือพร้อมเรียกเก็บกลับคืน ถ้าแก้ไขไม่ได้ศาลจะสั่งห้ามผลิตหรือนำเข้าและสั่งให้ทำลายสินค้าที่เหลือก็ได้ ทั้งให้ศาลมีอำนาจสั่งจับกุมและกักขังผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗

💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 43 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรา 43

ศาลสั่งเรียกคืนสินค้าอันตรายได้หรือไม่

ได้ ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดการประกาศและรับสินค้าที่อาจเป็นอันตรายคืนจากผู้บริโภคเพื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนให้ใหม่ภายในเวลาที่กำหนด โดยค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบธุรกิจเอง

ถ้าสินค้าแก้ไขไม่ได้ศาลสั่งอะไรได้

ให้ใช้ราคาตามที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงลักษณะและสภาพของสินค้าขณะรับคืนและความสุจริตของผู้ประกอบธุรกิจ และศาลจะสั่งห้ามผู้ประกอบธุรกิจผลิตหรือนำเข้าสินค้านั้น รวมทั้งสั่งให้ทำลายสินค้าที่เหลือก็ได้

ผู้ประกอบธุรกิจไม่ทำตามคำสั่งศาลจะเป็นอย่างไร

ศาลมีอำนาจสั่งจับกุมและกักขังผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้มีอำนาจทำการแทนไว้จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือสั่งให้เจ้าพนักงานคดีหรือบุคคลอื่นดำเนินการโดยให้ผู้ประกอบธุรกิจรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

การกักขังตามมาตรานี้มีกำหนดเวลาสูงสุดเท่าใด

ห้ามกักขังผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้มีอำนาจทำการแทนแต่ละครั้งเกินกว่าหกเดือนนับแต่วันจับหรือกักขัง แล้วแต่กรณี

มาตราใกล้เคียง

มาตรา 39มาตรา 40มาตรา 41มาตรา 42มาตรา 44มาตรา 45มาตรา 46มาตรา 47

↑ ดูพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคทั้งหมด

🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-12 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)

⚠️ ข้อมูลเพื่อการศึกษาเบื้องต้น ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย โปรดปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจทางกฎหมายทุกครั้ง