มาตรานี้กำหนดว่า ในคดีที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟ้องเป็นนิติบุคคล หากข้อเท็จจริงปรากฏว่านิติบุคคลนั้นถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค หรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของนิติบุคคลไปเป็นประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และทรัพย์สินของนิติบุคคลมีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง เมื่อคู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น หรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคล หรือผู้รับมอบทรัพย์สินจากนิติบุคคล เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และพิพากษาให้บุคคลเช่นว่านั้นร่วมรับผิดในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้ เว้นแต่ผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็น หรือกรณีผู้รับมอบทรัพย์สินต้องพิสูจน์ได้ว่าได้รับทรัพย์สินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งนี้ผู้รับมอบทรัพย์สินให้ร่วมรับผิดไม่เกินทรัพย์สินที่ได้รับจากนิติบุคคลนั้น
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 44 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณได้ ศาลมีอำนาจเรียกหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น หรือผู้มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานเข้ามาเป็นจำเลยร่วมและให้ร่วมรับผิดในหนี้ที่นิติบุคคลมีต่อผู้บริโภคได้
นิติบุคคลถูกจัดตั้งหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต มีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค หรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และทรัพย์สินของนิติบุคคลไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง
ต้องพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว ส่วนผู้รับมอบทรัพย์สินต้องพิสูจน์ว่าได้รับทรัพย์สินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โดยรับผิดไม่เกินทรัพย์สินที่ได้รับ
↑ ดูพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคทั้งหมด
🗓️ ตัวบทนี้ดึงเข้าคลังเมื่อ 2026-07-12 (วันที่เราดึงข้อมูล ไม่ใช่วันที่กฎหมายถูกแก้ไข)