⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 90/2479

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90/2479

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การกระทำที่ผู้ร้ายกว่า 3 คนถืออาวุธครบมือขึ้นบ้านผู้อื่นและเก็บทรัพย์สิน ถือเป็นการข่มขู่ตามกฎหมาย และเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ * การฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดนอกราชอาณาจักรไทย โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด * หากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์และลักทรัพย์ แต่สืบเพียงกฎหมายเรื่องปล้น จะลงโทษฐานลักทรัพย์ด้วยไม่ได้ * ศาลจะสันนิษฐานเอาเองว่ากฎหมายของประเทศอื่นเป็นอย่างไรโดยไม่ฟังพยานหลักฐานไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้ายกว่า 3 คนถืออาวุธครบมือขึ้นไปบนบ้านเขาแล้วเที่ยวเก็บทรัพย์ เจ้าของบ้านมีความกลัวจึงลงเรือนหนีไป กิริยาเช่นนี้เรียกว่าเป็นการขู่เข็ญตาม ม.298 และเป็นผิดฐานปล้นตามมาตรา 301 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดภายนอกพระราชอาณาจักร์สยามเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบความให้ครบ 4 ประการดังที่ระบุไว้ในมาตรา 10(4) จึงจะลงโทษจำเลยได้ ฟ้องว่าจำเลยทำผิดฐานปล้นทรัพย์และลักทรัพย์ที่เมืองไทรย์บุรี โจทก์สืบแต่เพียงวากฎหมายเรื่องปล้นในเมืองไทรย์บุรีมีอย่างไรแต่มิได้สืบกฎหมายในเรื่องลักทรัพย์จะลงโทษฐานลักทรัพย์ด้วยไม่ได้ ความสันนิษฐาน ศาลจะสันิษฐานเสียเองโดยไม่ฟังคำพะยานว่ากฎหมายของประเทศหนึ่งมีลักษณเช่นไรนั้นไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.301

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ได้ความว่าจำเลยกับพวกอีก ๕ คนสมคบกันมีสาตราวุธขึ้นไปบนเรือนของ อ.และทำการเก็บทรัพย์ต่าง ๆ ในบ้าน อ. อ.และภรรยามีความกลัวจึงได้ลงเรือนหนีไป จำเลยกับพวกเก็บทรัพย์ที่บ้าน อ.ไปได้คิดเป็นเงินสยาม ๑๒ บาท ๗๕ สตางค์แล้วพากันขึ้นเรือนคนอื่น ๆ ลักทรัพย์ไปได้อีกคิดเป็นเงินสยาม ๑๓๓ บาท ๕๖ สตางค์เหตุเกิดที่ตำบลพูบู ตำบลบาดังดารับกีรี จังหวัดไทรย์บุรี แล้วจำเลยหลบหนีเข้ามาในประเทศสยาม เจ้าพนักงานจับจำเลยได้รัฐบาลไทรย์บุรีได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานฝ่ายสยามจัดการฟ้องร้องลงโทษจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการที่จำเลยกับพวกขึ้นไปบนเรือน อ. พร้อมด้วยสาตราวุธทำการเก็บทรัพย์เช่นนี้ ทำให้ อ.และภรรยามีความกลัวจึงได้ลงเรือนหนีไป กิริยาของจำเลยเป็นการขู่เข็ญตามมาตรา ม.๓๐๑ และโจทก์ได้อ้างกฎหมายซึ่งใช้อยู่ที่เมืองไทรย์บุรีมาแสดงต่อศาลว่าการปล้นทรัพย์เป็นการผิดต่อกฎหมายนั้นโจทก์ได้นำสืบมาตรา ๑๐ ครบถ้วนแล้ว ส่วนข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์ในเคหะสถานตามมาตรา ๒๙๔ นั้นโจทก์ไม่ได้นำพะยานมาแสดงว่ากฎหมายเรื่องลักทรัพย์ที่ใช้อยุ่ในเมืองไทรย์บุรี-เป็นอย่างไร แต่เมื่อกฎหมายไทรย์บุรีเรื่องปล้นต้องเกิดแต่การลักทรัพย์เป็นมูลแล้ว ต้องสันนิษฐานว่าการลักทรัพย์มีโทษตามกฎหมายไทรย์บุรีด้วย ศาลจึงลงโทษฐานลักทรัพย์ได้ด้วย แต่โทษฐานปล้นเป็นบทหนักแล้ว ควรรวมโทษฐานลักทรัพย์ไปด้วยกันฐานปล้นตามมาตรา ๗๑ พิพากษาให้จำคุก ๑๐ ปี ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นผิดฐานปล้นทรัพย์ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมา ส่วนในเรื่องลักทรัพย์นั้นตามมาตรา ๑๐(๔)ประการที่ ๒ นั้นเป็นข้องเท็จจริงที่โจทก์ตะต้องสืบแสดงให้ชัดเจนว่ากฎหมายไทรย์บุรีในเรื่องลักทรัพย์มีลักษณอย่างใด จริงอยู่ศาลอุทธรณ์อาจถูกในการวินิจฉัยว่าการลักทรัพย์ในกฏหมายไทยนั้นมีลักษณเช่นเดียวกับกฎหมายไทรย์บุรี แต่ศาลจะตั้งข้อสังเกตกฎหมายต่างประเทศแล้วสันนิษฐานเสียเองยังมิชอบ เห็นว่าจะลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ยังไม่ได้ พิพากษาให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์ของ อ.ตามมาตรา ๒ ๓๐๑ มีกำหนดโทษจำคุก ๑๐ ปีและให้ใช้ทรัพย์ที่ปล้นเอาไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90/2479 อัยยการสงขลา โจทก์ นายปานเหยะหรือดินบัดจิน พรมเพ็ชร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยยการสงขลา · จำเลย - นายปานเหยะหรือดินบัดจิน พรมเพ็ชร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อมาตย · นิติศาสตร์ · เทฟโนต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - หลวงวุฒิกร · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 463/2479ฎีกา 1030/2467ฎีกา 185/2535ฎีกา 824/2535ฎีกา 663/2480ฎีกา 775/2467ฎีกา 1277/2480ฎีกา 1148/2534ฎีกา 446/2467ฎีกา 2963/2535ฎีกา 831/2541ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 109/2468ฎีกา 2936/2543ฎีกา 889/2467ฎีกา 2234/2535ฎีกา 435/2535ฎีกา 159/2468ฎีกา 170-171/2466ฎีกา 1020-1021/2466ฎีกา 2724/2519ฎีกา 413/2536ฎีกา 110/2467
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา