⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 259-260/2488

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 259-260/2488

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่จำเลยหลอกลวงให้ผู้เสียหายมอบทรัพย์ให้ แล้วจำเลยนำทรัพย์นั้นไปโดยผู้เสียหายไม่อาจติดตามได้ ถือว่าผู้เสียหายสละการครอบครองแล้ว จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกง ไม่ใช่ลักทรัพย์ * หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้อง แม้จะแตกต่างจากที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ก็มีอำนาจพิพากษาได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นฟังพยานจำเลย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยใช้อุบายหลอกลวงให้เจ้าทุกข์มอบทรัพย์ให้ แล้วจำเลยพาทรัพย์หนีไปในขณะที่เจ้าทุกข์ไม่ได้ควบคุมยึดถือ และไม่อาจติดตามได้ดังนี้ ถือได้ว่าเจ้าทุกข์ได้สละการครอบครองแล้ว จำเลยต้องมีผิดฐานฉ้อโกงไม่ใช่ลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงตามคำพะยานโจทก์ แล้วชี้ขาดว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความไม่ใช่ข้อที่โจทก์ประสงค์จะลงโทษดังนี้ หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้อง ก็มีอำนาจพิพากษาได้ ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นฟังพะยานจำเลยด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.288 กฎหมายลักษณะอาญา ม.304 กฎหมายลักษณะอาญา ม.306 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยในสำนวนที่ ๒ สมคบกันใช้อุบายหลอกลวงนายเฉยว่าจำเลยเป็นผู้วิเศษ ทำธนบัตร ๑ ฉบับให้เป็นธนบัตร ๒ ฉบับให้เป็นธนบัตร ๒ ฉบีบได้ให้โจทก์นำเงินมาให้จำเลย ๆ จะให้ทำ นายเฉยหลงเชื่อจึงเอาเงิน ๓๖๐๐ บาทมาทำเครื่องหมายแล้วมอบให้นายเทศ ๆ เอาเงินเข้าไปในห้องกับจำเลยนายเฉยจะตามเข้าไปด้วย จำเลยบอกว่าไม่ต้องเข้าไป ต่อมาสัก ๕๐ นาทีจำเลยก็ออกจากห้อง นายเทศถือหีบออกมาบอกว่าเอาเงินใส่ในหีบหมดแล้ว ห้ามเปิดหีบอีก ๒ วันจึงจะเปิดได้ แล้วนายเทศจึงเอาหีบไปเก็บไว้ ต่อมาจึงทราบว่าจำเลยเอาเงินไปหมด ส่วนนายเทศไม่ได้รู้เห็นกับจำเลย ศาลชั้นต้นฟังว่า ตามข้อเท็จจริงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ไม่ใช่ฉ้อโกงตามที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่าในสำนวนที่ ๑ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำผิด ส่วนสำนวนที่ ๒ คดีเป็นความผิดฐานฉ้อโกงดังฟ้องโจทก์ พิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาจำเลยที่ว่าศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจชี้ขาดข้อเท็จจริง เพราะศาลชั้นต้นเพียงแต่ตัดสินว่าทางพิจารณาได้ความต่างกับฟ้องนั้น เห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยคำพะยานโจทก์แล้วชี้ขาดในข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจชี้ขาดข้อเท็จจริงได้ หาจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นขาดพะยานจำเลยอีกไม่ ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือฉ้อโกงนั้น เห็นว่าเจ้าทุกข์หลงเชื่อคำกล่าวเท็จของจำเลยจนได้มอบให้จำเลยทำอะไรแก่ธนบัตรนั้นตามชอบใจ จนจำเลยพาธนบัตรหนีไป ในโอกาสที่เจ้าทุกข์ไม่+และไม่อาจติดตามได้ ดังนี้ นับได้ว่าเจ้าทุกข์+ครอบครองให้จำเลยแล้ว จำเลยต้องมีผิดฐาน+ไม่ใช่ลักทรัพย์ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 259 - 260/2488 นายเฉย โจทก์ นายพลอยกับพวก จ.ล.อัยยการปราจีนบุรี โจทก์ นายปันกับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเฉย · โจทก์ - นายพลอยกับพวก จ.ล.อัยยการปราจีนบุรี · จำเลย - นายปันกับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนูภันย์วิมลสาร · ธรรมบัณฑิต · นาถปรีชา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายบันจบ เสาวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายนิติกริตย์ อินสว่าง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 515/2493ฎีกา 51/2492ฎีกา 926/2490ฎีกา 2493/2521ฎีกา 3045/2532ฎีกา 1547/2519ฎีกา 845/2543ฎีกา 2665/2515ฎีกา 1230/2497ฎีกา 455/2485ฎีกา 221/2484ฎีกา 1742/2503ฎีกา 188/2489ฎีกา 821/2486ฎีกา 1623/2494ฎีกา 1375/2515ฎีกา 1447/2519ฎีกา 115/2540ฎีกา 196/2494ฎีกา 3792-3793/2529ฎีกา 6541/2544ฎีกา 10854/2553ฎีกา 2771/2524ฎีกา 230/2486
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา