⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 648/2500

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 648/2500

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้บางคน ไม่ระงับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่มีต่อลูกหนี้คนอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้เข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เว้นแต่จะมีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 - 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า จำเลยที่ 1 - 2 ยอมใช้ต้นเงิน 100,000 บาทกับดอกเบี้ย ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้เซ็นชื่อกู้เงินนี้จากโจทก์ ร่วมกับจำเลยที่ 1 - 2 นั้น ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 ซึ่งต่อสู้คดีไปคนละประเด็นกับจำเลยที่ 1 - 2 พ้นผิด เพราะการทำสัญญาประนีประนอมดังกล่าวเป็นแต่สัญญาระงับข้อพิพาท ไม่ใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ไม่ใช่เป็นการที่ลูกหนี้ร่วมชำระหนี้ และไม่ใช่เป็นการปลดหนี้ เพราะในสัญญาประนีประนอมนั้นมิได้ระบุให้จำเลยที่ 3 พ้นความผิด ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ต่อไป.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.292 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.293

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๙๖ จำเลยทั้ง ๓ ได้ทำสัญญากู้เงินของโจทก์ไปเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท บัดนี้ เกินกำหนดชำระแล้ว ไม่ชำระ จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้ง ๓ ใช้ต้นเงินดังกล่าวกับดอกเบี้ย ๖๒๕๐ บาท และให้ใช้ดอกเบี้ยใน เงินต้นดังกล่าวในอัตราชั่งละ ๑ บาทต่อเดือนนับแต่วันฟ้องไป จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ รับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ ๓ กู้เงินจากโจทก์ไปจริงตามฟ้อง เคยชำระดอกไป ๓๐,๐๐๐ บาทแล้ว สำหรับ ดอกเบี้ยซึ่งคิดกันในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี เหลือนั้นคิดเป็นเงินใช้เงินต้น จำเลยที่ ๓ ปฏิเสธว่าไม่เคยกู้เงินจากโจทก์ ความจริงจำเลยที่ ๒ ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดสหะมิตรได้กู้เงินของโจทก์ไป เพื่อการค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น ซึ่งโจทก์ทราบดีอยู่แล้ว การที่มีชื่ออยู่ในสัญญากู้ด้วย เพราะโจทก์กับจำเลยที่ ๒ สมคบกันใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงจำเลยในขณะที่ทำสัญญากู้ว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วย และจำเลยที่ ๒ ไม่ได้เอาตราของ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมา ทรัพย์สินที่เอาประกันการกู้ก็เป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นเอง ขอให้จำเลยเซ็นชื่อร่วมด้วย จึงจะสมบูรณ์และไม่เกี่ยวพันกับจำเลยที่ ๓ เป็นส่วนตัว จำเลยหลงเชื่อจึงเซ็นให้ไป ถึงวันพิจารณาจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ยอมใช้เงินต้น ๑๐๐,๐๐๐ บาทกับดอกร้อยละ ครึ่งต่อปีแก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ ๓ ศาลนัดสืบพยานต่อไป จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ ๓ เป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ ในมูลความแห่งคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ทำสัญญา ประนีประนอมยอมใช้แก่โจทก์แล้ว หนี้เก่าก็เป็นอันหมดไปเกิดหนี้ใหม่ขึ้นแทนที่ จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องผูกพันชำระเก่า นั้นอีก และขอให้ศาลชี้ขาดปัญหาข้อนี้เสียก่อน โจทก์ได้ยื่นคำร้องว่าในสัญญากู้ไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ ๓ และจำเลยอื่น กู้เงินโจทก์ในฐานะแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดสหะมิตร เป็นการกู้ส่วนตัว จำเลยที่ ๓ จึงจะสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารว่าเป็นการกู้แทนห้างหุ้นส่วนไม่ต้อง ห้ามตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ และขอให้ศาลชี้ขาดเบื้องต้น ในปัญหาข้อนี้ก่อนด้วย ศาลชั้นต้นตัดสินว่า เมื่อลูกหนี้ร่วมคนใดได้ชำระหนี้เต็มจำนวน ย่อมทำให้ลูกหนี้อื่นหลุดพ้นจากความผูกพันไปด้วยตาม ประมวลแพ่ง ฯ มาตรา ๒๙๒ สัญญาประนีประนอมของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ ทำให้สินเรียกร้อง ตามสัญญากู้เดิมระงับไป ตามประมวลแพ่ง ฯ มาตรา ๓๔๙, ๓๕๐ จึงให้ฟ้องโจทก์เฉพาะเกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และโจทก์ ไม่เกี่ยวถึงจำเลยที่ ๓ ไม่เป็นการ แปลงหนี้ใหม่ตามประมวลมาตรา ๓๔๙ และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ก็ยังมิได้ทำการชำระหนี้ หรือทำประการใดอันแทนชำระหนี้ อันจะเข้ามาตรา ๒๙๒ แห่งประมวลแพ่ง ฯ ทั้งเมื่อยอมความแล้ว จำเลยที่ ๓ กับโจทก์ยังดำเนินกระบวนพิจารณากัน กรณี ไม่เกี่ยวกับประมวลวิธีพิจารณามาตรา ๕๙ ส่วนเรื่องโจทก์ร้องว่าที่จำเลยที่ ๓ จะขอนำสืบเปลี่ยนแปลงข้อความสัญญากู้นั้น ศาลอุทธรณ์ว่าให้ศาลต้นยังมิได้วินิจฉัย จึงพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ต่อไป จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยทั้ง ๓ เป็นลูกหนี้ร่วมในมูลหนี้กัน และถูกฟ้องในคดีเดียวกันก็จริงอยู่ แต่จำเลยต่อสู้คดี ไปคนละทาง ประเด็นจึงต่างกันออกไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยแต่ละคน แม้ต่อมาจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จะได้ทำสัญญาประนอมกับ โจทก์ เพื่อให้ข้อพิพาทเดิมอันมีอยู่ระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และโจทก์ไป ก็ไม่ผูกพันถึงจำเลยที่ ๓ ตามนัยแห่งประมวลแพ่ง ฯ มาตรา ๘๕๐ และ ๘๕๒ เพราะจำเลยที่ ๓ มิได้ร่วมทำด้วย และสัญญาประนีประนอมนั้นก็มิได้ระบุว่า ยอมให้จำเลยพ้น ความรับผิด การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่เกี่ยวกับการแปลงหนี้ใหม่ หรือรับสภาพหนี้ เป็นเพียงทำสัญญาเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างตนกับโจทก์ ทั้งยังมิได้ทำการชำระหนี้ตามประมวลแพ่ง ฯ มาตรา ๒๙๓ หรือ มาตรา ๓๔๐ จึงพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 648/2500 บริษัทมนูญผลพานิชจำกัด โดยนายเปรม ทวีกุล กรรมการ โจทก์ นายลิ้ม แซ่โง้ว ที่ 1, นายเสม มากมี ที่ 2, นายสวัสดิ์ โชติกานนท์ ที่ 3. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทมนูญผลพานิชจำกัด โดยนายเปรม ทวีกุล กรรมการ · จำเลย - นายลิ้ม แซ่โง้ว ที่ 1, นายเสม มากมี ที่ 2, นายสวัสดิ์ โชติกานนท์ ที่ 3.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ · ประมูล สุวรรณศร · วิเทศจรรยารักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - ศาลจังหวัดนนทบุรี · ศาลอุทธรณ์ - ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 625/2542ฎีกา 6896/2538ฎีกา 1091/2519ฎีกา 281/2507ฎีกา 775/2481ฎีกา 644/2500ฎีกา 2551/2544ฎีกา 14144/2553ฎีกา 3152/2550ฎีกา 722/2541ฎีกา 344/2470ฎีกา 993/2532ฎีกา 864/2485ฎีกา 2860/2566ฎีกา 2569/2551ฎีกา 221/2486ฎีกา 5284/2540ฎีกา 1841/2524ฎีกา 22201/2555ฎีกา 6829/2543ฎีกา 4584/2540ฎีกา 728/2545ฎีกา 2642/2534ฎีกา 893/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา