⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1004-1005/2503

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1004-1005/2503

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประกันในคดีอาญาจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด เว้นแต่มีการถอนการตาย การผิดสัญญาประกัน หรือศาลสั่งยกเลิก

ย่อคำพิพากษา

ในคดีอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้สั่งให้ขังจำเลยไว้ หรือให้เรียกประกันระหว่างฎีกา แต่ในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ประกันได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันและศาลชั้นต้นได้สั่งอนุญาต สัญญาประกันดังกล่าวนี้ ยังคงมีผลสมบูรณ์ตลอดถึง คดีอยู่ระหว่างฎีกา เพราะสัญญาประกันในคดีอาญาจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด เว้นแต่มีการถอนการตาย การผิดสัญญาประกัน หรือศาลสั่งยกเลิก ผู้ประกันจะอ้างว่าได้ทำสัญญาประกันโดยเข้าใจผิดหาได้ไม่ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 16/2503) ถ้าผู้ประกันร้องเป็นประเด็นแต่ข้อเดียวว่า สัญญาประกันไม่ผูกพันเพราะไม่มีเหตุหรือมูลหนี้เท่านั้นศาลก็ย่อมไม่มีหน้าที่ที่จะเอื้อมไปวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ไปศาลตามหมายนัดเพราะอะไร ในคดีอาญา แม้โจทก์จำเลยต่างเป็นราษฎรด้วยกัน เมื่อมีการผิดสัญญาประกัน หรือมีกรณีเกี่ยวกับการบังคับตามสัญญาประกันเกิดขึ้น อัยการก็ย่อมมีอำนาจฎีกาได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.106 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.112 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.115 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.116 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.118 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.119 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.119 พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม.11

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ประกันจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ และประกันตัวเอง โดยทำสัญญาไว้ต่อศาล ในวันมัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาผู้ประกันและจำเลยทุกคนไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง (ศาลได้ส่งหมายนัดโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว) ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันรายละ ๕๐,๐๐๐ บาทและออกคำบังคับให้ชำระค่าปรับตามนี้ ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันให้ยกฟ้อง และศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ก็มิได้สั่งขังจำเลยได้ระหว่างฎีกา จึงไม่จำเป็นต้องมีการประกัน การที่ผู้ประกันยื่นคำร้องขอประกัน และเข้าทำสัญญาประกันกับศาล จึงเกิดขึ้นโดยความสำคัญผิด ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งปรับและคำบังคับดังกล่าว ศาลจังหวัดภูเก็ตสั่งว่า เมื่อคดีอยู่ในระหว่างฎีกา ศาลย่อมมีอำนาจสั่งขังจำเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๔๕ วรรคแรก สัญญาประกันที่ผู้ประกันทำไว้ต่อศาล จึงมีผลตามกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ผู้ประกันอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นเรื่องเกิดจากความสำคัญผิด เพราะความจริงไม่มีความจำเป็นจะต้องประกันอย่างไรแล้ว และการที่ศาลทำสัญญาประกันไป นั้นหากผู้ประกันไม่ขอประกัน ศาลคงไม่เรียกประกัน และสัญญาประกันคงไม่เกิดมีขึ้น จึงฟังได้ว่าการแสดงเจตนาของคู่สัญญาเป็นไปด้วยความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ สัญญาประกันย่อมเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๙ คำสั่งศาลที่ให้ปรับผู้ประกันจึงไม่มีผลผูกพันผู้ประกัน แล้วศาลอุทธรณ์ยังได้กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับจำเลยที่ ๓ นั้น ได้โทรเลขบอกไปว่า ป่วย แต่โทรเลขไปถึงศาลช้าไป ศาลสั่งปรับเสียก่อนแล้ว จะนับว่าเป็นความผิดของจำเลยที่ ๓ ที่ไม่ไปศาลตามกำหนดยังไม่ได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ปรับผู้ประกันเสียทั้งหมด และให้คืนโฉนดที่วางประกัน อัยการจังหวัดภูเก็ตฎีกาว่า ผู้ประกันยังคงต้องรับผิด ศาลฎีกาโดยที่ ประชุมใหญ่เห็นว่า สัญญาประกันหาได้สิ้นสุดเพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีอาญานั้นไม่ มิฉะนั้นแล้ว ในคดีอาญาทุกราย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แล้วก็จะต้องตามจับตัวจำเลยมาเพื่อการพิจารณาของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา โดยผู้ประกันไม่ต้องรับผิดชอบอย่างไรเสมอไป สัญญาประกันในคดีจะสิ้นสุด ถ้าไม่มีการถอน การตาย การผิดสัญญาประกัน หรือการที่ศาลสั่งยกเลิก ก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สุด ดังที่บัญญัติไว้ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๑๘ การที่ผู้ประกันอ้างว่าได้ทำสัญญาประกันไปโดยเข้าใจผิดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ประกันไม่ได้เข้าใจผิด ผู้ประกันเข้าใจถูกต้อง เป็นไปตาม กฎหมายที่บังคับแล้ว การที่ผู้มีประกันได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันขึ้นมา และศาลได้สั่งอนุญาตก็เป็นการถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วว่า ศาลได้สั่งปล่อยชั่วคราวโดยมีประกัน สัญญาประกันที่ผู้ประกันได้ทำต่อศาลจึงเป็นอันสมบูรณ์ทุกประการ ที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยถึงการที่จำเลยที่ ๓ ว่าจำเลยที่ ๓ ไม่ได้หลบหนีการที่ไม่ได้ไปศาลไม่ใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ ๓ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เรื่องนี้ผู้ประกันไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาลตามสัญญาประกันเมื่อศาลนัดให้นำส่ง ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยหลบหนีหรือไม่ หรือเป็นความผิดของจำเลยหรือไม่ และอย่างไรก็ได้ ในกรณีนี้ ผู้ประกันไม่ได้นำตัวจำเลยมาส่งศาล และยกเหตุเหล่านี้ ขึ้นมาอ้างเพื่อลบล้างหรือลดหย่อนจำนวนเงินตามคำสั่งปรับนั้นแต่อย่างใดเลย ผู้ประกันร้องเป็นประเด็นแต่ข้อเดียวว่า สัญญาประกันไม่ผูกพัน เพราะไม่มีเหตุหรือมูลหนี้ เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลไม่มีหน้าที่ที่จะเอื้อมไปวินิจฉัยจำเลยไม่ไปศาลเพราะอะไร ศาลฎีกาชี้ขาดว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ปรับผู้ประกันนั้นชอบแล้วพิพากษากลับศาลอุทธรณ์ โดยให้บังคับการไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1004 - 1005/2503 นายตันเซ่งเงี๊ยบ แซ่ตัน ในฐานส่วนตัวและรับมอบอำนาจจากนายเอี่ยวซุน ต้องแซ่เอี๋ยว โจทก์ นายตันเฉ่งหลี่ แซ่ตันที่ 1, นายจ้ายเหล็ง งานทวี ที่ 2 นายจ๋ายซิน งานทวี ที่ 3, นายหงอขุนบ่าน แซ่หงอ ที่4, นายอ่องเมียแต่ง แซ่อ่องที่ 5 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานส่วนตัวและรับมอบอำนาจจากนายเอี่ยวซุน - นายตันเซ่งเงี๊ยบ แซ่ตัน · โจทก์ - ต้องแซ่เอี๋ยว · 3, - นายตันเฉ่งหลี่ แซ่ตันที่ 1, นายจ้ายเหล็ง งานทวี ที่ 2 นายจ๋ายซิน งานทวี ที่ · จำเลย - นายหงอขุนบ่าน แซ่หงอ ที่4, นายอ่องเมียแต่ง แซ่อ่องที่ 5
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประมูล สุวรรณศร · บริรักษ์จรรยาวัตร · โพยม เลขยานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายสรรเสริญ ไกรจิตติ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงสารกิจปรีชา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1305/2547ฎีกา 2503/2523ฎีกา 400/2508ฎีกา 3026/2517ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1228/2510ฎีกา 726/2487ฎีกา 848/2545ฎีกา 2813/2566ฎีกา 2283/2528ฎีกา 6620/2550ฎีกา 501/2494ฎีกา 738/2536ฎีกา 5806/2534ฎีกา 6625/2540ฎีกา 1516/2549ฎีกา 1618/2499ฎีกา 3184/2545ฎีกา 458/2533ฎีกา 453/2497ฎีกา 3377/2565
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา