คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 62-63/2505
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องผิดพลาดเล็กน้อยในข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบดีอยู่แล้ว ไม่ทำให้ฟ้องเสียไป และศาลสามารถนับโทษต่อจากคดีอื่นที่พิพากษาไปแล้วได้
ย่อคำพิพากษา
ในการกระทำผิดเรื่องปล้นทรัพย์รายเดียวกัน โจทก์ฟ้องจำเลย 2 คน เป็นสำนวนหนึ่งโดยกล่าวว่า เหตุเกิดที่ตำบลคลองชักพระ อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดพระนคร (ซึ่งที่ถูกเป็นจังหวัดธนบุรี) แล้วฟ้องจำเลยอีกคนหนึ่งซึ่งร่วมกระทำผิดด้วยเป็นอีกสำนวนหนึ่ง สำนวนนี้บรรยายฟ้องถูกต้องว่าเหตุเกิดที่จังหวัดธนบุรี ปรากฏว่าจำเลย 2 คนแรกนั้นมีบ้านเรือนอยู่ในอำเภอตลิ่งชันที่เกิดเหตุ ย่อมจะทราบได้ดีกว่าที่เกิดเหตุอยู่จังหวัดธนบุรี ทั้งสถานที่อยู่ที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นต่อสู้และนำสืบก็ว่า อยู่ที่บ้านจำเลยซึ่งอยู่ในอำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี นั่นเอง การที่โจทก์บรรยาย ฟ้องผิดจังหวัดไปไม่เป็นเหตุให้จำเลยหลงข้อต่อสู้หรือเสียเปรียบในเชิงคดี การผิดพลาดเพียงเท่านี้ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไป
การที่จำเลยถูกคุมขังและฝากขังในคดีนี้ก่อนหรือหลังคดีอื่นนั้ไม่เป็นข้อสำคัญ เมื่อศาลพิพากษาคดีนี้ภายหลังที่พิพากษาคดีอื่นไปแล้ ก็ย่อมนับโทษต่อจากคดีที่พิพากษาไปแล้วนั้นได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดี ๒ สำนวนนี้ โจทก์ฟ้องเป็นใจความว่าจำเลยทั้งสามกับพวกอีก ๑ คน มีมีดและปืนเป็นอาวุธติดตัว ทำการปล้นทรัพย์ ในคดีที่นายหยินและนายใจเป็นจำเลย โจทก์บรรยายว่าเหตุเกิดที่ตำบลคลองชักพระ อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดพระนคร ซึ่งที่ถูกเป็นจังหวัดธนบุรี ส่วนในคดีที่นายเบี้ยว เป็นจำเลยนั้น โจทก์ระบุว่าเหตุเกิดที่ตำบลตลองชักพระ อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องว่านายเบี้ยวจำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีเรื่องอื่นอีกคดีหนึ่ง ขอให้นับโทษต่อ จำเลยรับว่า ต้องโทษอยู่ในคดีนั้นจริง
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม และให้นับโทษนายเบี้ยวจำเลยต่อจากโทษในคดีอีกเรื่องหนึ่งนั้นด้วย
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
่จำเลยทั้งสามฎีกาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเรื่องฟ้องผิดจังหวัดกับไม่ควรนับโทษต่อ
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ข้อที่ว่าโจทก์บรรยายฟ้องผิดจังหวัดไปนั้นปรากฏตามหลักฐานในสำนวนว่านายหยินกับนายใจจำเลยก็เป็นคนมีบ้านเรือนอยู่อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี อำเภอเดียวกับที่เกิดเหตุ ย่อมจะทราบได้ดีกว่าที่เกิดเหตุอยู่ในจังหวัดธนบุรี ทั้งสถานที่อยู่ที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นต่อสู้และนำสืบก็ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสองอยู่ที่บ้านนายใจจำเลยซึ่งอยู่ในอำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรีนั่นเอง การที่โจทก์บรรยายฟ้องผิด เป็นเหตุให้จำเลยหลงข้อต่อสู้หรือเสียเปรียบในเชิงคดีไม่ ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การผิดพลาดเพียงเท่านี้ไม่ทำให้ฟ้องของโจทก์เสียไปนั้นชอบแล้ว
ข้อที่นายเบี้ยวจำเลยฎีกาว่าจำเลยนี้ถูกคุมขังและฝากขังในคดีนี้ก่อน คดีอื่นจึงไม่ควรนับโทษต่อนั้น เห็นว่า จำเลยถูกคุมขังและฝากขังในคดีนี้ก่อนหรือหลังคดีอื่นนั้นไม่เป็นข้อสำคัญ เมื่อศาลพิพากษาคดีนี้ภายหลัง ก็ย่อมให้นับโทษต่อจากคดีที่พิพากษาไปแล้วนั้นได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 62 - 63/2505
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายหยินหรือปรีชา กุลประเสริฐ ที่ 1
นายใจหรือสมใจ ทรัพย์ศิริ ที่ 2 จำเลย
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายเบี้ยว หรือบุญปลอด น้อยดัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · 1 - นายหยินหรือปรีชา กุลประเสริฐ ที่ · จำเลย - นายใจหรือสมใจ ทรัพย์ศิริ ที่ 2 · โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายเบี้ยว หรือบุญปลอด น้อยดัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประกอบ หุตะสิงห์ · คร้าม สิวายะวิโรจน์ · พจน์ ปุษปาคม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายสอาด สุทธิเสวันต์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอินทร์ อุดละ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา