⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1366/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2508

ป.พ.พ. ม.1357 · ป.วิ.แพ่ง ม.142

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดให้แบ่งทรัพย์ที่ถูกยึดระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและผู้ร้องขัดทรัพย์ได้ แม้ผู้ร้องจะขอให้ปล่อยทรัพย์ทั้งหมดก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้ผู้ร้องขัดทรัพย์จะร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่โจทก์นำยึดทั้งหมด เมื่อศาลฟังว่าผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยแต่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยและผู้ร้องคนละครึ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2) ในกรณีเช่นนี้ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทรัพย์ที่ยึดแล้วก็หักเงินที่ขายให้แก่ผู้ร้องได้ครึ่งหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1357

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1357 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เดิมโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลย ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของผู้ร้องขอให้ถอนการยึด โจทก์ให้การว่าผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลย หรือหากเป็นของผู้ร้อง ก็ตกอยู่ในภาระอันจะต้องถูกยึดมาเพื่อขายชำระหนี้เจ้าหนี้ได้ ศาลชั้นต้นฟังว่า ผู้ร้องเป็นภริยาจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยและผู้ร้องคนละครึ่ง โจทก์มีสิทธินำยึดได้ จึงให้ยกคำร้อง คดีถึงที่สุดแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทรัพย์ที่ยึดและหักเงินให้ผู้ร้องครึ่งหนึ่ง โจทก์ร้องคัดค้านต่อศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรแบ่งเงินให้แก่ผู้ร้องนั้นชอบแล้ว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยและผู้ร้องคนละครึ่งก็เพราะได้ความว่าทรัพย์นั้นทำมาหาได้ระหว่างจำเลยกับผู้ร้องเป็นสามีภริยากันแต่มิได้จดทะเบียนสมรส จึงแสดงว่าผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของในทรัพย์ที่โจทก์นำยึดจริง แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าทรัพย์นั้นเป็นของตนทั้งหมดโดยมิได้แสดงให้ทราบว่าเป็นภริยาจำเลยก็ตาม จะฟังว่าคำร้องเป็นเท็จมิได้ และการที่ศาลเห็นสมควรจึงวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยและผู้ร้องคนละครึ่งนั้น ก็อยู่ในอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒(๒) ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2508 นายริน บุญเรือง โจทก์ นายฮั้งเคย แซ่อุ้ย จำเลย นางงื่อเอ็ง แซ่ลิ้ม ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายริน บุญเรือง · จำเลย - นายฮั้งเคย แซ่อุ้ย · ผู้ร้อง - นางงื่อเอ็ง แซ่ลิ้ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวัสดิ์ พานิชอัตรา · โพยม เลขยานนท์ · โพยม เลขยานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเพี้ยง บุญรักษา · ศาลอุทธรณ์ - นายบุณยเกียรติ อรชุนะกะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 364/2536ฎีกา 4982/2541ฎีกา 5445/2537ฎีกา 4404/2565ฎีกา 301/2520ฎีกา 5615/2537ฎีกา 6190/2540ฎีกา 3643/2537ฎีกา 963/2544ฎีกา 3068/2539ฎีกา 2755/2565ฎีกา 2074/2529ฎีกา 243/2497ฎีกา 2958/2538ฎีกา 1545/2552ฎีกา 1351/2497ฎีกา 5606/2533ฎีกา 3492/2547ฎีกา 537/2540ฎีกา 1891/2551ฎีกา 3405/2537ฎีกา 6370-6371/2550ฎีกา 655/2523ฎีกา 1425/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา