⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2074/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2074/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยอ้างว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ จะต้องมีการยกประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ขึ้นมาต่อสู้ในคำให้การอย่างชัดเจน หากเพียงแต่ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์และยืนยันว่าตนเองเป็นเจ้าของที่ดินโดยไม่ได้อ้างเหตุแห่งการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ การนำสืบและวินิจฉัยเรื่องการครอบครองปรปักษ์ในภายหลังจะถือว่านอกประเด็นและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์จำเลยให้การแต่เพียงว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง โดยป.พี่ชายของจำเลยยกให้ จำเลยทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา โดยจำเลยหาได้อ้างว่าได้ที่พิพาทมาโดยการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเป็นเวลาถึงสิบปีไม่ แม้จำเลยจะให้การต่อไปว่า ที่ดินที่จำเลยเข้าทำนาทั้งหมดเป็นของจำเลย จำเลยเข้าทำนามา 20 ปีเศษแล้ว โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้านหรือโต้แย้งเลย ก็เป็นข้อความที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์ที่ว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปทำนาในที่พิพาทและเป็นการยืนยันคำให้การในตอนต้นว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลย มิใช่เป็นการตั้งประเด็นการครอบครองปรปักษ์แต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยจึงหามีความหมายว่าจำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่พิพาทโดยปรปักษ์รวมอยู่ด้วยไม่การที่จำเลยนำสืบและศาลวินิจฉัยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 จึงนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยตามความหมายที่ถูกต้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๑๒จำเลยทั้งสองได้บุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินของโจทก์เนื้อที่ ๑๖ ไร่ อันเป็นการละเมิดและทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงินปีละ ๖,๐๐๐ บาท ขอศาลพิพากษาขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีก และร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ ๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดิน จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองโดย ป.พี่ชายของจำเลยยกให้ จำเลยทั้งสองได้ครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมา ๒๐ ปีแล้ว โดยโจทก์ไม่เคยคัดค้านหรือโต้แย้งสิทธิของจำเลยมาก่อนโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง ค่าเสียหายไม่เกินปีละ ๓,๐๐๐ บาทขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่พิพาทอย่างเป็นเจ้าของมากว่า ๑๐ ปีแล้ว จำเลยทั้งสองจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ในประเด็นที่ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยนั้น จำเลยให้การมีสาระสำคัญแต่เพียงว่าที่พิพาทตามฟ้องเป็นของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้มาโดยนายเปรื่องพี่ชายของจำเลยที่ ๒ ยกให้จำเลยที่ ๒ เมื่อ๒๓ ปีล่วงมาแล้ว แล้วจำเลยทั้งสองได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา จำเลยหาได้อ้างว่าได้ที่พิพาทมาโดยการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาติดต่อกันเป็นเวลาถึงสิบปีไม่ แม้จำเลยให้การต่อไปว่าที่ดินที่จำเลยทั้งสองเข้าทำนาทั้งหมดเป็นที่ดินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้เข้าทำนามา ๒๐ ปีเศษแล้ว โดยโจทก์ทั้งสามไม่เคยคัดค้านหรือโต้แย้งสิทธิของจำเลยทั้งสองมาก่อนเลยก็ตาม แต่ก็เป็นข้อความที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์ที่ว่าจำเลยทั้งสองบุกรุกเข้าไปทำนาในที่พิพาทเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๔ และเป็นการยืนยันคำให้าการตอนต้นที่ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นการตั้งประเด็นการครอบครองปรปักษ์แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้ว่า ที่พิพาทตามแผนที่กรอบสีแดงเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงหามีความหมายว่าจำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่พิพาทโดยปรปักษ์รวมอยู่ด้วยไม่การที่จำเลยทั้งสองนำสืบและศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ จึงนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยตามความหมายที่ถูกต้องต่อไป ปรากฏตามแผนที่พิพาทที่จ่าศาลทำขึ้นตามที่คู่ความนำชี้ว่า รูปที่ดินภายในเส้นสีดำที่โจทก์นำชี้มีลักษณะเหมือนกับแผนที่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๑๒ ของโจทก์ โดยที่พิพาทภายในเส้นสีแดงเนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๑ งาน ๔๘ ตารางวา อยู่ภายในเส้นสีดำนี้ ส่วนที่ดินตาม ส.ค.๑เอกสารหมาย ล.๑ เนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๒๕ ตารางวาของจำเลยที่ได้มาจากนายเปรื่องยกให้นั้น หากรวมที่พิพาทเข้าไปด้วยก็จะมีเนื้อที่ถึง ๒๙ ไร่เศษจึงเห็นได้ว่าที่ดินตาม ส.ค.๑ ของจำเลยคือที่ดินภายในเส้นสีม่วงเนื้อที่ ๑๖ ไร่ ๘๐ ตารางวา ที่อยู่ทางทิศเหนือของที่พิพาทหารวมที่พิพาทด้วยไม่ ศาลฎีกาจึงเชื่อว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ สำหรับประเด็นที่ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน แล้ววินิจฉัยว่าการที่จำเลยเข้าทำนาพิพาท ทำให้โจทก์เสียหายปีละประมาณ ๑,๐๐๐ บาท พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากที่พิพาทและห้ามเข้าเกี่ยวข้องอีก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงินปีละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่พิพาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2074/2529 นายเกษม พรพิบูลย์ ฐานะส่วนตัวและ นางถมยา พรพิบูลย์ และนางสาวอารีย์ พรพิบูลย์ โจทก์ นายเรือง พวงพรับ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความนางถมยา - นายเกษม พรพิบูลย์ ฐานะส่วนตัวและ · โจทก์ - พรพิบูลย์ และนางสาวอารีย์ พรพิบูลย์ · จำเลย - นายเรือง พวงพรับ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบูรณ์ บุญภินนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ · เพียร สุมิระ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นายเจริญ จันทนพ · ศาลอุทธรณ์ - นายปลิว พลชัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 4415/2528ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 72/2505ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา