⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 561/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อพยานเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาล แม้ศาลจะไม่ได้จดข้อความนั้นไว้ก็ตาม * การลงนามปลอมในคำเบิกความที่ศาลจดไว้นั้น เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 แต่ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ

ย่อคำพิพากษา

คำว่า ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 181(1) นี้ หมายถึงว่า อัตราโทษชั้นต่ำของความผิดนั้น จะต้องมีระวางโทษจำคุก 3 ปี เป็นอย่างน้อยที่สุด การเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาไม่ใช่เรื่องแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความ แต่เป็นเรื่องเบิกความซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจจดข้อความตอนใดหรือไม่จดก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ การจดจึงเป็นเรื่องของศาล ไม่ใช่เรื่องของพยานที่จะแจ้งให้ศาลจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 267 จำเลยไม่ใช่นายช่วง แต่มาอ้างต่อศาลว่าเป็นนายช่วง และข้อเท็จจริงที่จำเลยเบิกความว่าได้รู้เห็นเหตุการณ์ จำเลยก็มิได้รู้เห็นจริง กับจำเลยได้ลงนามปลอมว่า นายช่วง ในคำเบิกความที่ศาลจดไว้อีกด้วย ความผิดฐานเบิกความเท็จสำเร็จได้โดยไม่ต้องอาศัยการลงนามปลอม การลงนามปลอมของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 อีกด้วย แต่จำเลยหามีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 อีกมาตราหนึ่งไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.181 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.267

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งไม่ใช่นายช่วง เวชเตง ได้สาบานตัวต่อศาลอ้างว่าเป็นนายช่วง เวชเตง แล้วให้การเป็นพยานแก่นายอัมมรจำเลยในการพิจารณาคดีอาญาฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร โดยจำเลยบังอาจเอาความที่รู้ว่าเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดีมาเบิกความต่อศาล และจำเลยแจ้งให้นายพยนต์ ยาวะประภาษ ผู้พิพากษาซึ่งเป็นเจ้าพนักงนาผู้พิจารณาคดีจดคำเบิกความเท็จในเอกสารราชการ เมื่อเบิกความเท็จดังกล่าว และผู้พิพากษาได้จดข้อความตามจำเลยเบิกความลงในกระดาษคำให้การพยานแล้วจำเลยได้ลงลายมือชื่อปลอม นายช่วง เวชเตง ลงในกระดาษคำให้การพยานซึ่งเป็นเอกสารราชการด้วย การกระทำของจำเลยน่าจะเกิดความเสียหายแก่นายพยนต์ ยาวะประภาษ นายช่วง เวชเตง และประชาชนได้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗, ๑๘๑, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๗ จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗, ๑๘๑(๑), ๒๖๗ ให้ลงโทษจำคุกตามมาตรา ๑๘๑(๑) อันเป็นบทหนักมีกำหนด ๖ ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕ ให้จำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ ซึ่งเป็นบทหนักมีกำหนด ๔ ปี รวมโทษจำคุก ๑๐ ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คงจำคุก ๕ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ วรรค ๒ และมาตรา ๒๖๕ ให้วางโทษตามมาตรา ๑๗๗ วรรค ๒ มีกำหนด ๓ ปี จำเลยสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ความผิดฐานให้เจ้าพนักงานจดข้อความเท็จให้ยก โจทก์และจำเลยฎีกา โดยโจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยทุกมาตราตามที่ศาลชั้นต้นพิจารณา จำเลยฎีกาขอให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ ศาลฎีกาเห็นว่า คำว่า ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๓ ปีขึ้นไป ในมาตรา ๑๘๑(๑) นั้น หมายถึงอัตราโทษขั้นต่ำของความผิดนั้น ๆ จะต้องมีระวางโทษจำคุก ๓ ปีเป็นอย่างน้อยที่สุด เมื่อโทษในคดีที่จำเลยเบิกความเท็จเป็นโทษตามมาตรา ๒๘๔ ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารไม่มีอัตราขั้นต่ำ การเบิกความเท็จของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๗ วรรค ๒ เท่านั้น ไม่ใช่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๑(๑) ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยเบิกความเท็จต่อศาล ก็คือ การแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการ จำเลยนอกจากจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๗ แล้ว จำเลยังจะต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๗ ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความ แต่เป็นเรื่องเบิกความ ซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจจดข้อความตอนใดหรือไม่จดก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ การจดจึงเป็นเรื่องของศาล ไม่ใช่เรื่องของพยานที่จะแจ้งให้ศาลจดข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น การที่จำเลยเบิกความเท็จแล้วลงนามปลอมนั้น การลงนามปลอมมิได้เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำผิดฐานเบิกความเท็จ เพราะแม้จำเลยจะมิได้ลงนามปลอมความผิดฐานเบิกความเท็จก็ไม่ขาดองค์ประกอบไปแต่อย่างใด ฉะนั้น เมื่อจำเลยเบิกความเท็จแล้ว ยังบังอาจลงนามปลอมไปอีก จำเลยก็ต้องมีความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๔ ด้วย แต่การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕ เพราะเอกสารฉบับนั้นศาลทำขึ้น การปลอมเอกสารราชการจะต้องกระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง แต่การที่ศาลจดข้อความไว้เอง และผู้พิพากษาผู้จดข้อความก็ลงนามไว้ด้วยเพียงแต่จำเลยผู้เบิกความปลอมตัวมาลงนามในฐานะผู้เบิกความเช่นนี้ หาทำให้จำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๕ ด้วยไม่ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ เท่านั้น พิพากษาแก้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่กฎหมายหลายกรรม คือ ฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๗ วรรค ๒ และฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๖๔ แต่ให้วางโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๗ วรรค ๒ ซึ่งเป็นกระทงที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุกจำเลยมีกำหนด ๓ ปี ลดโทษให้จำเลยตามมาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย ๑ ปี ๖ เดือน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 561/2508 อัยการประจำศาลจังหวัดไชยา โจทก์ นายบ่วน แซ่ซั้วหรือแซ่ซั่ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการประจำศาลจังหวัดไชยา · จำเลย - นายบ่วน แซ่ซั้วหรือแซ่ซั่ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนิท สุมาวงศ์ · เชื้อ คงคากุล · เสนอ บุณยเกียรติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดไชยา - นายพลจิตต์ ดียืน · ศาลอุทธรณ์ - นายเชิญ สินธุนาวา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 456/2506ฎีกา 1274/2513ฎีกา 2639-2641/2517ฎีกา 414/2531ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 4784/2529ฎีกา 3014/2531ฎีกา 730/2516ฎีกา 3935/2550ฎีกา 22/2466ฎีกา 3584/2524ฎีกา 2907/2526ฎีกา 468/2566ฎีกา 18211/2555ฎีกา 3911/2568ฎีกา 374/2537ฎีกา 4048/2528ฎีกา 1998/2553ฎีกา 2766/2546ฎีกา 1499/2531ฎีกา 7362/2538ฎีกา 1113/2510ฎีกา 1304/2506ฎีกา 5138/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา