⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 406/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีสิทธิรับมรดกที่บวชเป็นพระภิกษุอยู่ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ย่อมเสียสิทธิในมรดกเมื่อไม่ได้เข้าครอบครองทรัพย์มรดก.

ย่อคำพิพากษา

จ. กับ ข. ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว มีบุตร 6 คน บุตรของ จ.ข. ทุกคนเว้น ธ. ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุ ได้ร่วมกันครอบครองมรดกตลอดมา ก. บุตรของ จ.ข ตายหลัง จ.ข. มรดกของจ.ข. ที่ ก. ได้รับจึงตกเป็นของโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของ ก. ในฐานะผู้รับมรดกของ ก. หาใช่ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่ ก. ไม่ แต่เมื่อพิเคราะห์ฟ้องของโจทก์แล้ว เป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ที่ 3 ขอรับมรดกของ ก.นั่นเอง โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิขอแบ่งทรัพย์มรดก ธ. ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ก่อน ข. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตลอดมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว ไม่ได้เข้ามาร่วมครอบครองทรัพย์มรดก คงมีแต่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 (ซึ่งเป็นบุตรของ จ.ข. เจ้ามรดก) และโจทก์ที่ 3 (ซึ่งเป็นภริยาของ ก.ซึ่งเป็นบุตรของ จ.ข. และถึงแก่ความตายไปแล้ว) จำเลย และ ส. ครอบครองร่วมกันมา โจทก์ทั้ง 3 จำเลย และ ส. ย่อมมีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้เท่า ๆ กัน จึงให้แบ่งทรัพย์มรดกออกเป็น 5 ส่วน (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 7-8/2510)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1622 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1629 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1639 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1642 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1643 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1749 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ เป็นบุตรนายจูนางเขียว โดยนายจูนางเขียว มีบุตรชายหญิงรวม ๖ คน รวมทั้งโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ พระครูธรรมธรซึ่งเป็นพระภิกษุ โจทก์ที่ ๓ เป็นบุตรสะใภ้ของนายจูนางเขียว โดยเป็นภรรยานายเกี้ยวซึ่งวายชนม์ไปแล้ว โจทก์ที่ ๓ จึงเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายเกี้ยว นายจูนางเขียวได้วายชนม์แล้ว เมื่อมีชีวิตอยู่มีทรัพย์สินตามบัญชีท้ายฟ้อง ทรัพย์หมายเลข ๑ นางเขียวยกให้โจทก์ไปแล้ว ทรัพย์หมายเลข ๒ บรรดาทายาทของนางเขียวได้ตกลงแบ่งกัน ทรัพย์หมายเลข ๓ ทายาททุกคนปกครองร่วมกัน โจทก์มีความประสงค์ขอแบ่งเป็น ๔ ส่วนเท่า ๆ กัน โจทก์ ๓ ส่วน จำเลย ๑ ส่วน จำเลยไม่ยอมแบ่ง จำเลยได้บุกรุกเข้าไปตัดฟันไม้ไผ่สีสุกในที่ดินหมายเลข ๓ ไปขายเอาเงินเสียแต่ผู้เดียว เป็นเงิน ๓,๖๐๐ บาท โจทก์ของแบ่งตามส่วน จำเลยไม่แบ่งให้ ขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์หมายเลข ๓ ให้แก่โจทก์ ๓ ส่วน ถ้าไม่สามารถแบ่งกันเองได้ ให้ประมูลขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งให้โจทก์ ๓ ส่วน กับแบ่งไม้ไผ่ที่จำเลยตัดไป ให้แก่โจทก์ ๓ ใน ๔ ส่วน ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ให้จำเลยใช้เงินค่าไม้ไผ่ ๒,๗๐๐ บาท จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดก ๓ ส่วน เพราะนายจู นางเขียวมีบุตร ๖ คน ทรัพย์อันดับ ๓ เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ผู้เดียว เพราะจำเลยเป็นผู้บุกเบิกถางป่า ศาลชั้นต้นฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายจูนางเขียว มีทายาทตามบัญชีเครือญาติ ๖ คน แต่พระครูธรรมธรไม่ได้สึกมาจากพระมารับมรดกจนบัดนี้ ทายาทที่ได้รับมรดกรายนี้จึงมี ๕ คน โจทก์ควรได้ส่วนเพียง ๓ ใน ๕ ส่วน พิพากษาให้แบ่งทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์อันดับ ๓ ให้โจทก์ ๓ ใน ๕ ส่วน กับให้จำเลยแบ่งไม้ไผ่ที่ตัดไป ๓ ใน ๕ ส่วนของไม้ไผ่ ๘๐๐ ลำ หรือชำระราคาไม้ไผ่ ๑,๔๔๐ บาทให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกของนายจูนางเขียวจริง และเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกันว่าจำเลยตัดไม่ไผ่ไปเพียง ๘๐๐ ลำเป็นผลดีแก่จำเลยแล้ว ได้ความว่านายจูนางเขียวมีบุตรตามบัญชีเครือญาติ ๖ คน บุตรของนายจูนางเขียวทุนคนเว้นแต่พระครูธรรมธร (ไซ่) ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ได้ร่วมกันครอบครองมรดกรายนี้ตลอดมา ต่อมานายเกี้ยวบุตรของนายจูนางเขียวได้ถึงแก่ความตาย มรดกของนายจูนางเขียวที่นายเกี้ยวได้รับจึงตกเป็นของโจทก์ที่ ๓ ซึ่งเป็นภริยานายเกี้ยว ในฐานะเป็นผู้รับมรดกนายเกี้ยว หาใช่ในฐานะในผู้รับมรดกแทนที่นายเกี้ยวดังที่โจทก์กล่าวในฟ้องไม่ แต่เมื่อพิเคราะห์แล้วเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ที่ ๓ ขอรับมรดกของนายเกี้ยวนั่นเอง โจทก์ที่ ๓ จึงมีสิทธิของแบ่งทรัพย์มรดกรายนั้น เนื่องด้วยพระครูธรรมธรซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดกบวชเป็นพระภิกษุอยู่ จึงมีประเด็นวินิจฉัยว่าจะแบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกรายนี้เป็น ๕ ส่วนหรือ ๖ ส่วน ศาลฎีกาได้ประชุมปรึกษาในที่ประชุมใหญ่ในประเด็นข้อนี้แล้วมีมติว่า พระภิกษุมีสิทธิรับมรดกในฐานะเป็นทายาทโดยธรรมได้ แต่ถ้าจะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกแล้วต้องสึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ สำหรับคดีนี้ได้ความว่า พระครูธรรมธรได้บวชเป็นพระภิกษุอยู่ก่อนนางเขียวเจ้ามรดกถึงแก่ความตายตลอดมาจนบัดนี้เป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ไม่ได้เข้ามาร่วมครอบครองทรัพย์มรดกรายนี้เลย คงมีแต่โจทก์จำเลยและนายสรวงครอบครองร่วมกันมา โจทก์จำเลยและนายสรวงย่อมมีสิทธิในทรัพย์มรดกรายนี้เท่า ๆ กัน จึงให้แบ่งทรัพย์มรดกรายนี้ออกเป็น ๕ ส่วน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าให้แบ่งทรัพย์มรดกรายนี้ให้แก่โจทก์ ๓ ส่วนใน ๕ ส่วนนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2510 นายติ่ง เลี่ยมสกุล ที่ 1 นางฮวย ปุญญฤทธิ์ ที่ 2 นางทองอยู่ ปุญญฤทธิ์ ที่ 3 โจทก์ นายแบน ปุญญฤทธิ์ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายติ่ง เลี่ยมสกุล ที่ 1 นางฮวย ปุญญฤทธิ์ ที่ 2 นางทองอยู่ ปุญญฤทธิ์ ที่ 3 · ล. - นายแบน ปุญญฤทธิ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน เกษคุปต์ · ยง เหลืองรังษี · ศริ มลิลา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายสุมิตร ฟักทองพรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายชลัม รุทระวนิช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1200/2523ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 94/2493ฎีกา 6105/2531ฎีกา 1307/2479ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 1249/2493ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 119/2532ฎีกา 1028/2564ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1189/2495ฎีกา 1620/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา