⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1826/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1826/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
มูลหนี้ค่าภาษีการค้าเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนภาษีที่ผู้ประกอบการค้ามีรายรับ แม้จะมีการประเมินภาษีในภายหลังก็ตาม เบี้ยปรับและเงินเพิ่มถือเป็นเงินภาษี และสิทธิเรียกร้องของรัฐบาลเพื่อเอาค่าภาษีอากรมีกำหนดอายุความ 10 ปี ค่าภาษีอากรเป็นหนี้บุริมสิทธิสามัญ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2507- 2508 โดยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าและชำระภาษีการค้า ตามประกาศของอธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติรัฐมนตรี ถือว่า ผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้นำเข้าซึ่งสินค้าทุกชนิดได้ขาย สินค้านั้นในวันนำเข้าในราชอาณาจักร จำเลยย่อมมีรายรับตาม มูลค่าของสินค้าในวันนำเข้าในราชอาณาจักร และมีหน้าที่ต้อง ชำระเงินค่าภาษีการค้าทุกเดือนภาษี ภายในวันที่ 15 ของ เดือนถัดไป มูลหนี้ค่าภาษีการค้าจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ เดือนภาษีที่จำเลยผู้ประกอบการค้ามีรายรับ การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินในภายหลัง เนื่องจาก จำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า แล้วมี หนังสือแจ้งยอดเงินภาษีไปให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวไม่ทำให้ มูลหนี้ค่าภาษีการค้าเพิ่งเกิด แม้หนังสือแจ้งยอดเงินภาษีที่ ประเมินจะเพิ่งมีไปยังจำเลยภายหลังจากจำเลยถูกศาลสั่ง พิทักษ์ทรัพย์แล้ว กรมสรรพากรก็ยังมีสิทธิยื่น คำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีการค้า ซึ่งมีมูลหนี้เกิดขึ้นก่อนได้ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มซึ่งผู้ประกอบการค้าต้องเสียตาม ประมวลรัษฎากรถือว่าเป็นเงินภาษีด้วย สิทธิเรียกร้องของรัฐบาลเพื่อเอาค่าภาษีอากรมีกำหนดอายุความ 10 ปี คำขอรับชำระหนี้ของกรมสรรพากรซึ่งระบุว่าขอรับชำระหนี้ ค่าภาษีอากร (ภาษีการค้า) ถือได้ว่าขอรับชำระหนี้ในฐานะ เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ เพราะค่าภาษีอากรเป็น หนี้บุริมสิทธิสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 253(3) อยู่แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.167 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.203 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.253 ประมวลรัษฎากร ม.77 ประมวลรัษฎากร ม.79 ประมวลรัษฎากร ม.84 ประมวลรัษฎากร ม.86 ประมวลรัษฎากร ม.87 ประมวลรัษฎากร ม.88 ประมวลรัษฎากร ม.89 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.94 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.130

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม๒๕๐๙ กรมสรรพากรยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีการค้าที่จำเลยค้างชำระรวม ๑๐๔,๔๒๘.๓๙ บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนพยานหลักฐานได้ความว่า จำเลยได้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๐๘ โดยมิได้นำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้ากองตรวจภาษีเพิ่งตรวจพบและประเมินภาษีแล้วแจ้งให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๐๙ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานความเห็นต่อศาลชั้นต้นว่า ต้องถือว่าหนี้รายนี้เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๐๙ ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานแจ้งการประเมินให้ลูกหนี้ทราบ อันเป็นเวลาภายหลังวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้แล้ว จะนำมาขอรับชำระหนี้ไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย ๒๔๘๓ ควรยกคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๑๐๗(๑) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเห็นชอบด้วย กรมสรรพากรอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน กรมสรรพากรฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีมีปัญหาข้อเดียวว่า หนี้ค่าภาษีการค้ารายนี้เกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อจำเลยนำสินค้าเข้ามาตั้งแต่ปี ๒๕๐๗-๒๕๐๘ หรือนับแต่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินและจำนวนเงินภาษีที่จะต้องชำระไปยังจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากรอันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่จำเลยขณะเกิดมูลกรณีนี้ ผู้ประกอบการค้าตามบัญชีอัตราภาษีการค้าทุกราย มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าจากรายรับของตนทุกเดือนภาษีและต้องยื่นแบบแสดงรายการค้าทุกเดือนภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไปไม่ว่าจะมีรายรับหรือไม่ ถ้ามีและต้องเสียภาษี ก็ต้องชำระค่าภาษีพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการการค้า ถ้าไม่ยื่นหรือยื่นไม่ถูกต้องหรือผิดพลาด ทำให้จำนวนภาษีคลาดเคลื่อน ฯลฯ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินค่าภาษีที่จะต้องชำระ โดยผู้ประกอบการค้าต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งให้ถือว่าเป็นเงินภาษีด้วย แสดงว่ามูลหนี้ค่าภาษีการค้าได้เกิดขึ้นแล้วทุกเดือนภาษีที่ผู้ประกอบการค้ามีรายรับ โดยถือเอาวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไปเป็นวันที่ต้องชำระภาษีมูลหนี้ค่าภาษีการค้าจึงเกิดขึ้นแล้วทุกเดือนภาษีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาให้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า จะถือว่าเพิ่งเกิดเมื่อเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินและมีหนังสือแจ้งยอดเงินภาษีไปให้ผู้ประกอบการค้าชำระ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๗(๒), ๘๘, ๘๙(๒) และ๘๙ ทวิ ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องอำนาจและวิธีการของเจ้าพนักงานประเมินจะดำเนินการตรวจตราเรียกเก็บภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้า ซึ่งมีมูลหนี้ค่าภาษีการค้าเกิดขึ้นก่อนแล้วตามระยะเวลาและรายรับที่ประกอบการค้าเท่านั้น คำวินิจฉัยในคำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๖/๒๕๐๘ ที่ว่า "เมื่อผู้ประกอบการค้ายังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า ก็ยังไม่มีค่าภาษีที่ต้องชำระ" ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเหตุแสดงว่า เมื่อยังไม่มีค่าภาษีที่จะต้องชำระ ก็ถือว่ายังไม่มีมูลหนี้หรือมูลหนี้ค่าภาษีการค้ายังไม่เกิดขึ้นนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อดูคำวินิจฉัยในฎีกานั้นทั้งหมดประกอบกับตัวบทกฎหมายแล้วศาลฎีกาเพียงแต่หมายความว่า เมื่อผู้ประกอบการค้าไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า และเจ้าพนักงานประเมินยังไม่ได้ประเมินเรียกเก็บภาษี ก็ยังไม่มีหรือไม่รู้ยอดเงินค่าภาษีที่ผู้ประกอบการค้าจะต้องชำระให้เท่านั้นเอง ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยไว้เลยว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งยอดเงินภาษีไปยังผู้ประกอบการค้าให้ชำระแล้ว ให้ถือว่าหนี้ค่าภาษีการค้านั้นเกิดขึ้นในวันที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งผลการประเมินไป เพราะถ้าถือเช่นนั้นแล้ว จะเป็นเหตุให้หนี้ค่าภาษีอากรซึ่งมีอายุความ ๑๐ ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๗ ขยายอายุความออกไปจากวันที่กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าต้องเสียภาษีผลจะกลายเป็นว่า หนี้ค่าภาษีการค้าไม่มีวันขาดอายุความ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุนี้เองประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๘ (๒) จึงกำหนดไว้ว่า ในกรณีผู้ประกอบการค้ามิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า เจ้าพนักงานประเมินต้องประเมินภายใน๑๐ ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการการค้าซึ่งเป็นการรับรองว่ามูลหนี้ค่าภาษีการค้าได้เกิดขึ้นแล้ว จะถือว่าหนี้ค่าภาษีการค้ารวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจังผลการประเมินไปยังผู้ประกอบการค้าไม่ได้ เพราะเป็นเบี้ยปรับและเงินเพิ่มกฎหมายให้ถือว่าเป็นเงินภาษีด้วยตามมาตรา ๘๙ ตรี คดีนี้จำเลยเป็นผู้ประกอบการค้าซึ่งได้นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๗ และเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมสิงหาคม พฤศจิกายน ๒๕๐๘ รวม ๕ เดือน โดยจำเลยมิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้า ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรโดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประกาศโดยอาศัยอำนาจมาตรา ๗๙(๖) ให้ถือว่าผู้ประกอบการค้าที่เป็นผู้นำเข้าซึ่งสินค้าทุกชนิดได้ขายสินค้านั้นในวันนำเข้าในราชอาณาจักรด้วยเหตุนี้จำเลยจึงมีรายรับตามมูลค่าของสินค้าในวันนำเข้าในราชอาณาจักร โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะขายสินค้านั้นได้หรือไม่ จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าภาษีการค้าในวันที่ ๑๕ของเดือนถัดไปตามมาตรา ๗๘, ๘๕ ทวิ และ ๘๖ โดยต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งเป็นเงินภาษีด้วยตามมาตรา ๘๙(๒), ๘๙ ทวิ และ ๘๙ ตรีหนี้ค่าภาษีการค้าของจำเลยจึงเกิดขึ้นแล้วในระยะเวลาของ ๕ เดือนภาษีดังกล่าว ก่อนศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลย กรมสรรพากรมีสิทธิขอรับชำระหนี้รายนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา๙๔, ๑๓๐(๖) ในฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ เพราะตามคำขอรับชำระหนี้ของกรมสรรพากรได้ขอรับชำระหนี้ค่าภาษีอากร (ภาษีการค้า) ซึ่งเป็นหนี้บุริมสิทธิสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๕๓(๓)อยู่แล้ว พิพากษากลับ ให้กรมสรรพากรรับชำระหนี้ได้ตามคำขอรับชำระหนี้ในฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1826/2511 นางสาววีรวรรณ วัฒนโสภณวงศ์ โจทก์ กรมสรรพากร ผู้ขอรับชำระหนี้ บริษัทสหวิบูลย์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาววีรวรรณ วัฒนโสภณวงศ์ · ผู้ขอรับชำระหนี้ - กรมสรรพากร · จำเลย - บริษัทสหวิบูลย์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย ทองลงยา · ไฉน บุญยก · สุธี โรจนธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสงวน สิทธิไชย · ศาลอุทธรณ์ - นายอัศนี เกาไศยนันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1506/2542ฎีกา 439/2508ฎีกา 2165/2542ฎีกา 4642/2540ฎีกา 1252/2530ฎีกา 42/2518ฎีกา 4823/2545ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2303/2533ฎีกา 961/2566ฎีกา 258/2530ฎีกา 374/2534ฎีกา 2843/2546ฎีกา 4851/2545ฎีกา 6549/2542ฎีกา 3319/2545ฎีกา 2382/2534ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 1679/2551ฎีกา 798/2521ฎีกา 2073/2548ฎีกา 4564/2543ฎีกา 2224/2528ฎีกา 6555/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา