⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 243/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ต้องเป็นการกล่าวหาว่าผู้อื่นกระทำความผิดอาญาโดยรู้ว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเท็จ * คำสั่งยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 ต้องระบุข้อเท็จจริงและเหตุผลในการตัดสินทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ต้องเป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา และผู้กระทำจะต้องรู้ว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จด้วย เพียงแต่จำเลยบรรยายฟ้อง เพื่อให้เห็นว่ามีอำนาจฟ้องในคดีนั้น โดยไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิด หรือจำเลยไม่รู้ว่าความที่นำไปฟ้องนั้นเป็นเท็จ จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 175 ชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา ถ้าคดีไม่มีมูลให้พิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 167 นั้น จะทำเป็นรูปคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ได้แต่ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 186 โดยต้องมีข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความและเหตุผลในการตัดสิน ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามควรแก่รูปคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.167 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.187 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.175

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๒, ๓ นำความที่รู้แล้วว่าเป็นเท็จไปฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญา หาว่ากระทำความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกง โดยจำเลยที่ ๑ ร่วมในการกระทำความผิดหรือก่อให้จำเลยที่ ๒, ๓ กระทำความผิด โดยเป็นผู้ส่งเสริม ให้คำปรึกษาและเป็นทนายให้โดยจำเลยฟ้องโจทก์ว่าจำเลยที่ ๒, ๓ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพระยาศรีวิกรมาฑิตย์ ซึ่งไม่เป็นความจริง ที่จำเลยกล่าวเท็จก็เพื่อให้ศาลเห็นว่าจำเลยมีอำนาจฟ้องและจำเลยฟ้องโจทก์ว่าเบียดบังเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับเงินสดไปยกให้ผู้มีชื่อโดยทุจริต ซึ่งไม่เป็นความจริง กับฟ้องว่า โจทก์กระทำผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยเจตนาทุจริต ซึ่งเป็นความเท็จ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๕, ๕๙, ๘๓, ๘๔ และให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ด้วย ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้ไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้รวมกับคดีดำที่ ๗๖๓/๒๕๐๙ ซึ่งจำเลยเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย แล้วมีคำสั่งว่า คดีอาญาดำที่ ๗๖๓/๒๕๐๙ มีมูลให้ประทับฟ้อง ส่วนคดีนี้เมื่อศาลมีคำสั่งว่าคดีดำที่ ๗๖๓/๒๕๐๙ มีมูลแล้ว ฟ้องของจำเลยคดีนี้จึงไม่เป็นเท็จและไม่เป็นละเมิดไม่มีมูล ให้ยกฟ้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพัน โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในทางแพ่ง โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๕ ต้องเป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ความสำคัญจึงอยู่ที่การกล่าวหาว่าผู้อื่นกระทำความผิด ฉะนั้น ที่จำเลยกล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ ๒, ๓ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพระยาศรีวิกรมาฑิตย์ แม้จะจริงหรือไม่ก็ตาม เฉพาะข้อนี้ก็ไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิด เป็นแต่แสดงว่าจำเลยเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจฟ้องเท่านั้น และย่อมแยกกันได้จากข้อหาว่ากระทำความผิด เพราะแม้จำเลยไม่ใช่บุตรเจ้ามรดก และไม่มีสิทธิรับมรดกดังโจทก์กล่าวในฎีกา โจทก์ก็อาจกระทำความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงได้ เป็นแต่จำเลยไม่มีอำนาจฟ้อง คำบรรยายฟ้องของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดความผิดตามมาตรา ๑๗๕ ขึ้นได้ และเห็นว่าที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๕ นั้น นอกจากจะต้องเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาแล้ว ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๕๙ ด้วย กล่าวคือ จะต้องรู้ว่าความที่นำมาฟ้องนั้นเป็นเท็จ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการกระทำอันควรทำให้จำเลยเชื่อว่าฝ่ายโจทก์ ได้จำหน่ายทรัพย์มรดกไปแล้วจริง จึงเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่า จำเลยไม่รู้ว่าความที่นำมาฟ้องโจทก์นั้นเป็นเท็จ เพราะมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อจำเลยฟ้องโจทก์โดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น การกระทำของจำเลยก็ขาดเจตนาตามกฎหมายไม่มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๕ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ (๕) (๖) และ ๑๘๗ (๒) นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๖๗ บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป เฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้อง" คำพิพากษาที่ให้ยกฟ้องเพราะคดีไม่มีมูลนี้อาจทำเป็นรูปคำพิพากษา หรือคำสั่งเช่นคดีนี้ และต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๘๖ เฉพาะอย่างยิ่ง คือ ต้องมีข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความ และเหตุผลในการตัดสินทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่การที่จะมีข้อสำคัญดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ย่อมแล้วแต่รูปคดีเป็นเรื่อง ๆ คดีนี้อยู่ในขั้นไต่สวนเพื่อวินิจฉัยมูลคดีที่โจทก์ฟ้อง คำสั่งจึงอาจมีเหตุผลและข้อเท็จจริงตามควรแก่รูปคดีชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องของโจทก์ ได้กล่าวถึงคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานยักยอกและฉ้อโกง คือคดีดำที่ ๗๖๓/๒๕๐๙ ของศาลชั้นต้นว่ามีมูล ฉะนั้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ว่า ฟ้องเท็จและละเมิดในคดีนั้น จึงไม่เป็นเท็จและไม่เป็นละเมิด ถือได้ว่ามีข้อเท็จจริงและเหตุผลพอควรในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2511 นางสมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ ที่ 1 นายสุทธิพงศ์ ศรีวิกรม์ ที่ 2 นายเฉลิม พันธ์ ศรีวิกรม์ ที่ 3 โจทก์ นายพานิช สัมภวคุปต์ ที่ 1 นางประหยัด ประสิทธิ์สม ที่ 2 นางมาการิต ( ตุ๋ย) หอมสุคนธ์ ที่ 3 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความนายเฉลิม - นางสมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ ที่ 1 นายสุทธิพงศ์ ศรีวิกรม์ ที่ 2 · โจทก์ - พันธ์ ศรีวิกรม์ ที่ 3 · ( - นายพานิช สัมภวคุปต์ ที่ 1 นางประหยัด ประสิทธิ์สม ที่ 2 นางมาการิต · ล. - ตุ๋ย) หอมสุคนธ์ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โชค จารุจินดา · วงษ์ วีระพงศ์ · บัญญัติ สุขารมณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา · ศาลอุทธรณ์ - นายธำรง สุนทรกุล ณ ชลบุรี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3014/2531ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 1875/2547ฎีกา 729/2483ฎีกา 280/2505ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 389/2542ฎีกา 3380/2531ฎีกา 1618/2499ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 769-770/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา