คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38-39/2511
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็นในการป้องกันสิทธิแห่งชีวิตตน ถือว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ผู้ตายเมาสุราส่งเสียงดัง จำเลยตั้งใจจะไปตามตำรวจมาจับ และไปเอาจักรยานยนต์ที่จอดไว้จะขี่ไป พอปลดเกียร์จะไสรถออก จำเลยได้ยินเสียงแกร๊กหันไปดูเห็นผู้ตายยืนอยู่ห่างจำเลย 4 วา ในมือผู้ตายถือปืนจ้องมาทางจำเลย ดังนี้ เรียกได้ว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงจำต้องใช้ปืนยิงไปเพื่อป้องกันสิทธิแห่งชีวิตตน หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ยินเสียงดังเฉียะ จึงยิงสวนไปนัดหนึ่ง แล้วก็มิได้มีเสียงปืนของผู้ตายดังอีก แต่จำเลยยังยิงไปอีก 4 - 5 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการเกินสมควรแก่เหตุที่จะป้องกันตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งรวมพิจารณา เพราะเป็นมูลกรณีเดียวกัน ฟ้องของโจทก์มีใจความสำคัญว่า เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๐๘ จำเลยบังอาจใช้ปืนเป็นอาวุธ ยิงทำร้ายร่างกายนายสมภาร หรือบานจนถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘, ๕๙
จำเลยให้การและยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมว่า จำเลยเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย มีตำแหน่งเป็นปลัดอำเภอและเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ตายได้กระทำผิดกฎหมายดื่มสุรามึนเมามาก ทั้งส่งเสียงเอะอะจึงได้ทำการจับกุมผู้ตาย ผู้ตายขัดขืนไม่ให้จับและชักอาวุธปืนยิงจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นการป้องกันตัว และจำเลยถือว่าผู้ตายได้กระทำการขัดขวางต่อสู้พนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่จะกระทำการจับกุมโดยชอบด้วยกฎหมาย
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่เชื่อว่าผู้ตายจะได้ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยก่อนในคืนเกิดเหตุ และเห็นว่าจำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้ตายให้ตายจริง จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ให้จำคุกจำเลย ๒๐ ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังว่าผู้ตายเมาสุราส่งเสียงดัง จำเลยตั้งใจจะไปตามตำรวจมาจับและไปเอาจักรยานยนต์ที่จอดไว้จะขี่ไป พอปลดเกียร์จะไสรถออกจำเลยก็ได้ยินเสียงแกร๊ก หันไปดูเห็นผู้ตายยืนอยู่ห่างจำเลย ๔ วา ในมือผู้ตายถือปืนจ้องมาทางจำเลย จำเลยก็ย่อตัวลงบังจักรยานยนต์ แต่เห็นว่าจะไม่ปลอดภัยจึงกระโดดออกจากรถไปให้อยู่ในลักษณะเฉียง ๆ ไม่ให้ตรงกับผู้ตาย ผู้ตายจ้องปืนตาม จำเลยร้องว่า "ซะอย่า" แล้วกระโดดกลับมาที่รถจักรยานยนต์อีก ได้ยินเสียงเฉียะในลักษณะลั่นไกปืน จำเลยจึงยกปืนขึ้นยิงสวนไป ๕ นัดติด ๆ กัน ส่วนปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๖๘ หรือไม่นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ตายใช้อาวุธปืนจ้องยิงจำเลยในระยะใกล้ดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษรายอันละเมิดต่อกฎหมาย และใกล้จะถึงอยู่แล้ว จำเลยจึงจำต้องใช้ปืนยิงเพื่อป้องกันสิทธิแห่งชีวิตตน แต่เท่าที่จำเลยยิงไป ๔-๕ นัด ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ เพราะการที่จำเลยได้ยินเสียงดังเฉียะ จำเลยยิงสวนไปนัดหนึ่งแล้ว ก็มิได้มีเสียงปืนของผู้ตายดังขึ้นเลย แล้วจำเลยยังยิงต่อไปอีก ดังนี้ จึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการเกินสมควรแก่เหตุที่จะป้องกันตามนัยประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๖๙ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยมิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตาย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิแห่งชีวิตของจำเลย แต่จำเลยได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ ให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๑๐ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38 - 39/2511
อัยการจังหวัดอุทัยธานี นางมาย เขตต์การณ์ โจทก์
นายประชุม ว่องวิกย์การ นายประชุม ว่องวิกย์การ ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดอุทัยธานี นางมาย เขตต์การณ์ · ล. - นายประชุม ว่องวิกย์การ นายประชุม ว่องวิกย์การ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ลออง จุลกะเศียน · ชิต บุณยประภัศร · แถม สิริสาลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นายวุฒิ ยุววิทยาพาณิชย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพร สมบัติศิริ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา