⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1049/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1049/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่พ่อค้าตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(1) 2. การรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันจริง ถือเป็นข้อเท็จจริงที่รับกันแล้ว แม้สัญญาจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ ก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยสัญญาเป็นพยานหลักฐาน 3. การผ่อนเวลาชำระหนี้ที่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้น ต้องเป็นการตกลงผ่อนเวลาที่แน่นอนและเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องมิได้ในระหว่างนั้น 4. การที่เจ้าหนี้ปล่อยเวลาให้หนี้ถึงกำหนดชำระล่วงเลยมานานโดยมิได้เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ เป็นสิทธิของเจ้าหนี้โดยชอบ มิใช่การกระทำละเมิดต่อผู้ค้ำประกัน

ย่อคำพิพากษา

คำว่าพ่อค้าตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165(1) ต้องถือตามความรู้สึกของประชาชนธรรมดาทั่ว ๆ ไป เข้าใจกัน คือหมายถึงบุคคลที่ประกอบการค้าโดยทำการซื้อสินค้ามาแล้วขายไปเป็นปกติธุระ ไม่หมายความถึงผู้ประกอบการค้า ซึ่งไม่ได้ทำการซื้อและขายสินค้า ธนาคารพาณิชย์ซึ่งประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ ไม่ใช่พ่อค้าตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 (1) จึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามบทมาตรา ดังกล่าว โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาค้ำประกันตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้อง จำเลยให้การับว่า ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องจริง แต่ต่อสู้ว่าลงชื่อในฐานะกรรมการกระทำการแทนบริษัทนิติบุคคล ไม่มีเจตนาค้ำประกันเป็นส่วนตัว ตามคำให้การจำเลยถือได้ว่า จำเลยรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันจริง แม้สัญญาค้ำประกันนั้นจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ ซึ่งตามประมวลรัษฎากรห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง คดีก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยสัญญาค้ำประกันพยานหลักฐาน เพราะมีประเด็นแต่เพียงว่าจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันเป็นส่วนตัวหรือไม่ การผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ซึ่งทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดนั้น จะต้องมีการตกลงผ่อนเวลากันแน่นอนและมีผลว่า ในระหว่างผ่อนเวลานั้น เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องร้องมิได้ หากเพียงแต่เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้ไม่ได้เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ยังถือไม่ได้ว่า เป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ เพราะเจ้าหนี้อาจใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อไรก็ได้ การที่หนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เจ้าหนี้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานได้มิได้เรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ เป็นสิทธิของเจ้าหนี้โดยชอบ มิใช่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ค้ำประกัน (ข้อกฎหมายตามวรรคแรกวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 11/2512)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.165 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.700 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้สั่งสินค้าจากต่างประเทศโดยผ่านธนาคารในประเทศอังกฤษ ซึ่งธนาคารดังกล่าวได้ส่งใบกำกับสินค้ามาให้โจทก์เรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ ๑ โจทก์ได้ออกเงินค่าสินค้าแทนจำเลยไป ๒๗,๓๕๒.๕๗ บาท โดยจำเลยทำสัญญาทรัสต์รีซีทให้ไว้ว่าจะชำระเงินคืนแก่โจทก์ภายในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๙๙ และตกลงด้วยว่าจะปฏิบัติต่อกันตามประเพณีธนาคาร และจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของเงินที่โจทก์จ่ายแทนไป จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันตามสำเนาสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้องโดยยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ได้รับสินค้าไปขายแล้วแต่ไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามสัญญา ขอให้บังคับจำเลยร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมรวม ๖๘,๑๑๕.๒๕ บาท จำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่า ได้ชำระเงินให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย เพราะไม่มีข้อตกลง หากเรียกได้กู้ไม่เกิน ๕ ปี ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ ต่อสู้ว่าได้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องจริง แต่ลงชื่อในฐานะกรรมการกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ ๑ โจทก์ปล่อยให้เวลาล่วงมาเกือบ ๑๐ ปี จนกระทั่งจำเลยที่ ๑ เลิกกิจการและหลักทรัพย์หมดสิ้น เป็นการกระทำละเมิดและผ่อนเวลาชำระหนี้ จำเลยที่ ๒ หลุดพ้นจากความรับผิด นอกจากนี้ขอถือเอาคำให้การจำเลยที่ ๑ เป็นข้อต่อสู้ด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ ๒๗,๓๕๒.๕๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จำนวน ๕ ปี เป็นเงิน ๒๐,๕๑๔.๔๓ บาท และดอกเบี้ยอัตราเดียวกันในต้นเงิน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมา ๑. จำเลยฎีกาว่า ในคำฟ้องของโจทก์กล่าวไว้ชัดแจ้ง ซึ่งได้ความว่าโจทก์เป็นพ่อค้า จำเลยเป็นลูกค้าผู้เคยกับโจทก์ โจทก์ได้เรียกร้องเอาค่าส่งมอบของและค่าดูแลสินค้าเข้าหลักเกณฑ์มาตรา ๑๖๕(๑) มีอายุความเพียง ๒ ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้น เป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ มีปัญหาว่า ธนาคารโจทก์เป็นพ่อค้าตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕(๑) หรือไม่ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ได้ให้จำกัดความคำว่าพ่อค้าไว้ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ว่า พ่อค้าตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕(๑) นั้น ต้องถือตามความรู้สึกของประชาชนธรรมดาทั่ว ๆ ไปเข้าใจกัน คือหมายถึงบุคคลที่ประกอบการค้าโดยทำการซื้อสินค้ามาแล้วขายไปเป็นปกติธุระ ผู้ประกอบการค้าโดยไม่ได้ทำการซื้อขายสินค้านั้น ไม่ถือว่าเป็นพ่อค้าตามความหมายแห่งมาตรา ๑๖๕(๑) ดังจะเห็นได้จากข้อความในมาตรา ๑๖๕(๑) ว่า บุคคลจำพวกที่ค้าในการเช่าสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ถ้าประมวลกฎหมายนี้มีความมุ่งหมายว่าผู้ประกอบการค้าเป็นพ่อค้าด้วยแล้ว ก็ควรจะใช้คำว่าพ่อค้าเช่นเดียวกับมาตรา ๑๖๕(๑) การที่ไม่ใช้ถ้อยคำอย่างเดียวกัน จึงเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการค้าหาจำเป็นต้องเป็นพ่อค้าเสมอไปไม่ ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๔ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นว่าธนาคารพาณิชย์นั้น ประกอบการค้าประเภทรับฝากเงิน ฯลฯ เป็นหลักและประกอบกิจการต่าง ๆ ตามวิธีการธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ธนาคารโจทก์จึงไม่ใช่พ่อค้าตามความหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕(๑) คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ๒. จำเลยฎีกาว่า สัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ใช้เป็นหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามคำให้การของจำเลยที่ ๒รับว่าได้ลงชื่อในหนังสือสัญญาค้ำประกันที่โจทก์ฟ้องจริง แต่ต่อสู้ว่า ลงนามค้ำประกันในฐานะกรรมการกระทำการแทนในนามบริษัทจำเลยที่ ๑ ไม่มีเจตนาค้ำประกันเป็นการส่วนตัว จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ได้ค้ำประกันหนี้รายนี้ต่อโจทก์จริง ไม่จำเป็นต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานในคดี อ้างฎีกาที่ ๑๑๘๙/๒๔๙๔ ศาลอุทธรณ์มิได้รับฟังสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐาน ที่จำเลยฎีกาว่าตามคำให้การจำเลยที่ ๒ เท่ากับปฏิเสธว่า ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันนั้น ไม่มีเหตุผลควรจะรับฟัง เพราะตามคำให้การจำเลยนั้น จำเลยรับแล้วว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันจริง เป็นแต่ต่อสู้ว่า ไม่ได้ค้ำประกันในฐานะส่วนตัว ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า จำเลยทำสัญญาค้ำประกันเป็นส่วนตัวหรือไม่เท่านั้น ส่วนสัญญาค้ำประกัน ก็คงรับอยู่แล้วว่าได้ทำจริง ๓. จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาค้ำประกัน ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ภายในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๔๙๙ โจทก์ปล่อยเวลาล่วงเลยมาเกือบ ๑๐ ปี เป็นการผ่อนเวลาให้ลูกหนี้และศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยว่า โจทก์ได้กระทำละเมิดตามข้อต่อสู้ของจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๐๐ นั้น หมายความว่ามีการตกลงผ่อนเวลากันแน่นอนและมีผลว่าในระหว่างผ่อนเวลานั้น โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องร้องไม่ได้ เพียงแต่เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ โจทก์ไม่ได้เรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ชำระหนี้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ เพราะโจทก์อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้เมื่อไรก็ได้ และการที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานาน โดยมิได้เรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ ก็เป็นสิทธิของโจทก์โดยชอบ มิใช่การกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ ๒ ๔. จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า ข้อหาตามฟ้องของโจทก์ นอกจากเรื่องค่าธรรมเนียม ไม่เคลือบคุลม พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1049/2512 ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด โดยนานชวน รัตนรักษ์ กรรมการผู้จัดการ โจทก์ บริษัทยูไนเต็ดดีเวลลอฟเมนท์ จำกัดที่ 1 นายวิจิตร ลุลิตานนท์ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา จำกัด โดยนานชวน รัตนรักษ์ กรรมการผู้จัดการ · จำเลย - บริษัทยูไนเต็ดดีเวลลอฟเมนท์ จำกัดที่ 1 นายวิจิตร ลุลิตานนท์ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · เฉลิม หัตภิรมย์ · เสลา หัมพานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายธำรง สุนทรกุล ณ ชลบุรี · ศาลอุทธรณ์ - นายชวน พูนคำ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1538/2518ฎีกา 2135/2518ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1531/2526ฎีกา 307/2513ฎีกา 2709/2538ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา