⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1114/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1114/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บริษัทประกันภัยเรียกเอาเงินค่าเคลมคืนจากผู้เอาประกันภัยที่ผิดสัญญาประกันภัย ไม่ใช่การเรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของ จึงไม่จำต้องฟ้องภายในอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 (1)

ย่อคำพิพากษา

เดิมบริษัทประกันภัยโจทก์ได้ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ประกันภัย ศาลฎีกาพิพากษาว่าตามเงื่อนไขท้ายสัญญประกันภัยมิใช่ให้โจทก์เรียกเบี้ยประกันภัยระหว่างที่พักกรมธรรม์นั้นได้ แต่ให้อำนาจเพียงที่จะเรียกร้องเงินค่าเคลมคืนเท่านั้น (ค่าเคลมคือค่าเสียหายที่บริษัทประกันภัยชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปตามกรมธรรม์ประกันภัย) จึงพิพากษายกฟ้อง บริษัทประกันภัยโจทก์มาฟ้องคดีนี้ ขอให้จำเลยชำระค่าเคลมคืนตามเงื่อนไขในท้ายสัญญาประกันภัยได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะคดีแรกกับคดีนี้เป็นประเด็นคนละเรื่องกัน เงื่อนไขแนบกรมธรรม์สัญญาประกันภัยมีว่า "กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ต้องชำระเบี้ยประกันให้กับบริษัทครบอายุ 1 ปี แต่ทางบริษัทอนุโลมให้ผ่อนชำระเบี้ยประกันได้ ทั้งนี้ ต้องชำระหนี้ประกันทุก ๆ งวดโดยไม่มีการพักกรมธรรม์ หากผู้เอาประกันไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ ผู้เอาประกันภัยยินดีจะให้เรียกร้องเงินค่าเคลมซึ่งบริษัทได้จ่ายไปนั้น ๆ ทั้งหมด" นั้น เป็นการทำสัญญาประกันภัยมีกำหนด 1 ปี จำเลยส่งเบี้ยประกันเพียง 29 งวด ไม่ได้ส่งจนครบอายุ 1 ปี จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงต้องรับผิดคืนเงินค่าเคลมที่บริษัทโจทก์จ่ายไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์เป็นบริษัทรับประกันภัย ไม่ได้ทำการค้าขายอย่างใด ไม่ใช่พ่อค้าการที่โจทก์เรียกเอาเงินค่าเคลมที่จ่ายไปคืนจากจำเลยตามเงื่อนไขในกรมธรรม์สัญญาประกันภัย ไม่ใช่การเรียกเอาค่าที่ (พ่อค้า) ได้ส่งมอบของ แต่เรียกเอาในฐานที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันภัย จึงไม่จำต้องฟ้องภายในอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 (1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.165 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.861

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำรถยนต์ ๙๖ คันมาประกันวินาศภัยหรืออุบัติเหตุไว้กับโจทก์โดยยอมเสียเบี้ยประกันภัยรวมทั้งค่าอากรด้วย เป็นเงินปีละ ๗๒๖,๗๒๙.๖๐ บาท โดยจำเลยตกลงผ่อนชำระเบี้ยประกันภัยให้โจทก์เป็นงวด ๆ จำเลยผ่อนชำระเบี้ยประกันได้ ๒๙ งวด ยังไม่ครบ ๑ปี ก็ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญากรมธรรม์ประกันภัยกับโจทก์ตั้งแต่งวดที่ ๒๙ จึงเป็นการผิดสัญญาที่ได้ตกลงไว้ในเงื่อนไขพิเศษตามใบแทรกกรมธรรม์ประกันภัย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าเคลมซึ่งโจทก์ได้จ่ายไปแล้ว ๗๘,๗๖๓ บาท กลับคืนได้ทั้งหมดตามสัญญา จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเคลมคืนให้โจทก์ จำเลยให้การว่า ไม่ได้ผิดสัญญา มีเงื่อนไขระบุไว้ในกรมธรรม์ว่า หากมิได้ชำระเบี้ยประกันในงวดใด ก็ให้ยกกรมธรรม์โดยไม่ต้องคุ้มครองในงวดนั้น และผู้เอาประกันไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้นเมื่อจำเลยไม่ชำระเบี้ยประกันตั้งแต่วงวดที่ ๒๙ ตลอดมา จึงถือได้ว่ากรมธรรม์เลิกกันแล้วจำเลยให้การต่อสู้อีกว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันที่ค้างชำระต่อศาลแพ่งครั้งหนึ่งแล้ว จะมาฟ้องเรียกเงินค่าเคลมนี้อีกไม่ได้ เป็นการฟ้องซ้ำ โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเคลมคดีนี้เกินกว่า ๒ ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญากรมธรรม์ยังไม่เลิก ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำ คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าเคลมที่บริษัทโจทก์ได้จ่ายไป พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าเคลม ๗๘,๗๖๓ บาทให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับจำเลยได้ทำกรมธรรม์สัญญาประกันภัยฉบับที่โจทก์นำมาฟ้อง และโจทก์ได้จ่ายเงินค่าเคลมไปแล้ว เป็นจำนวนเงิน ๗๘,๗๖๓ บาท กรมธรรม์สัญญาประกันภัยที่โจทก์ฟ้องคดีนี้กับที่โจทก์ฟ้องคดีแรกเป็นกรมธรรม์สัญญาประกันภัยฉบับเดียวกัน คดีแรกเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเรียกร้องเอาเบี้ยประกันภัยจากจำเลย แต่คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องเรียก เรียกเอาเงินค่าเคลมที่ได้ออกให้จำเลยไป โดยมีข้อสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัยว่า เมื่อขาดส่งเบี้ยประกันภัย จำเลยต้องคืนเงินค่าเคลม เป็นประเด็นคนละเรื่องกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตามเงื่อนไขแบบกรมธรรม์สัญญาประกันภัยมีข้อความว่า "กรมธรรม์ฉบับนี้ต้องชำระเงินเบี้ยประกันให้กับบริษัทครบอายุ ๑ ปี แต่ทางบริษัทอนุโลมให้ผ่อนชำระเบี้ยประกันภัยได้ ทั้งนี้ ต้องชำระเบี้ยประกันภัยทุก ๆ งวด โดยไม่ต้องมีการพักกรมธรรม์ หากผู้เอาประกันไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้ ผู้เอาประกันยินดีให้เรียกร้องเงินค่าเคลมซึ่งบริษัทได้จ่ายไปนั้น ๆ คืนทั้งหมด" ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยส่งเบี้ยประกันเพียง ๒๙ งวด มิได้ส่งจนครบอายุ๑ ปี จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องรับผิดคืนเงินค่าเคลมที่โจทก์ได้จ่ายไปตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยแม้ว่ากรมธรรม์สัญญาประกันภัยจะได้เลิกกันไปแล้วก็ตาม โจทก์เป็นบริษัทรับประกันภัย ไม่ได้ทำการค้าขายอย่างใด ไม่ใช่พ่อค้า การที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาเงินค่าเคลมที่จ่ายไปคืนจากจำเลยตามเงื่อนไขในกรมธรรม์สัญญาประกันภัย ไม่ใช่การเรียกเอาค่าที่ได้ส่งมอบของ แต่เรียกเอาในฐานที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันภัย จึงไม่จำต้องฟ้องภายในอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ (๑) คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1114/2512 บริษัทสหเวชชภัณฑ์ประกันภัย จำกัด โดยนายสัญญา สหเวชชภัณฑ์ กรรมการอำนวยการ โจทก์ บริษัทขนส่ง จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความสหเวชชภัณฑ์ - บริษัทสหเวชชภัณฑ์ประกันภัย จำกัด โดยนายสัญญา · โจทก์ - กรรมการอำนวยการ · จำเลย - บริษัทขนส่ง จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาจิต ไชยาคำ · โกวิท ถิระวัฒน์ · จำรูญ โชติรัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายปรีชา สุมาวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - ม.ร.ว.ทองเพิ่ม ทองแถม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 7339/2537ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 3760/2533ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1982/2519ฎีกา 1531/2526ฎีกา 259/2539ฎีกา 1592/2521ฎีกา 1808/2512ฎีกา 131/2536ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534ฎีกา 82/2512ฎีกา 226/2532ฎีกา 7631/2552ฎีกา 3352/2529ฎีกา 746/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา