คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1272/2513
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย แม้จะกระทำแก่จำเลยเกินกว่าเหตุ ก็ไม่ทำให้ผู้ตายสิ้นสภาพจากการเป็นเจ้าพนักงาน และการที่จำเลยหลบหนีไปเอาอาวุธปืนมายิงผู้ตายในภายหลัง ไม่ถือเป็นการบันดาลโทสะเพราะการกระทำของผู้ตายได้ขาดตอนไปแล้ว
ย่อคำพิพากษา
ข้อเท็จจริงฟังได้ความว่า จำเลยเป็นพลตำรวจ ผู้ตายเป็นผู้บังคับกองเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย ผู้ตายได้สั่งให้จำเลยปฏิบัติหน้าที่ราชการตามอำนาจหน้าที่ แต่จำเลยละเลยไม่ปฏิบัติกลับประพฤติผิดวินัย เมาสุราอาละวาด พกอาวุธปืนเถื่อนและขัดขืนคำสั่ง พูดจาท้าทายจะยิงกับผู้ตายต่อหน้าประชาชน ผู้ตายจึงตบหน้าจำเลยไป 1 ปี แล้วนำตัวไปสถานีตำรวจ ระหว่างทางจำเลยยังทำร้ายและพูดจาก้าวร้าวท้าทายผู้ตายอีก เมื่อถึงสถานีตำรวจ ผู้ตายจึงชกและเตะจำเลยไปอย่างละที แล้วสั่งให้ขังจำเลยเป็นการลงทัณฑ์ตามอำนาจหน้าที่ที่ผู้ตายในฐานะผู้บังคับบัญชากระทำได้ตามพระราชบัญญัติวินัยตำรวจ จำเลยกลับหนีไปบ้านพักเอาอาวุธปืนมายิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่าผู้ตายถึงแก่ความตาย ดังนี้ เป็นการฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเพราะเหตุที่ได้กระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) แม้ผู้ตายจะกระทำแก่จำเลยเกินเลยไปบ้าง การกระทำของผู้ตายก็ไม่ทำให้กลายเป็นไม่ใช่เจ้าพนักงานไปได้
การที่จำเลยถูกผู้ตายตบหน้า ชกและเตะแล้วจำเลยหลบหนีไปห้องพักของจำเลยเอาปืนมายิงผู้ตาย การกระทำของผู้ตายที่มีต่อจำเลยได้ขาดตอนไปแล้ว จำเลยมิได้กระทำในขณะจำเลยถูกทำร้ายด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยที่ยิงผู้ตายในตอนหลังนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นการบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอพะเยา พันตำรวจตรีบุญเรือง ทิพย์เนตร เป็นผู้บังคับกองสถานีตำรวจดังกล่าวเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีหน้าที่รักษาความสงบในงานประเพณีลอยกระทงตามคำสั่งของพันตำรวจตรีบุญเรือง จำเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว กลับเสพสุราเมาอาละวาด พันตำรวจตรีบุญเรืองจึงเข้าระงับเหตุ ว่ากล่าวตักเตือนและสั่งขังจำเลยตามอำนาจหน้าที่ แต่จำเลยได้หลบหนีไป และวันเวลาเดียวกัน จำเลยบังอาจใช้ปืนคาร์บิน ของทางราชการตำรวจยิงทำร้ายพันตำรวจตรีบุญเรืองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ด้วยเจตนาฆ่าโดยไต่ตรองไว้ก่อน พันตำรวจตรีบุญเรืองถึงแก่ความตายด้วยพิษบาดแผลที่ถูกจำเลยยิงในเวลาใกล้เคียงกันนั้น เหตุเกิดที่บริเวณสถานีตำรวจภูธรอำเภอพะเยา ตำบลเวียง อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยไม่ผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่หรือโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ผิดฐานฆ่าคนตายด้วยเหตุบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๗๒ จำคุก ๑๖ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ ปี
โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๒) และ (๔) และไม่เข้าลักษณะบันดาลโทสะ
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๒) ให้ประหารชีวิตจำเลย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (๒) จำคุก ๒๐ ปี
จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๒) และจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะ ควรลดโทษให้จำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่หรือเพราะเหตุที่จะกระทำหรือได้กระทำตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๒) หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย ได้สั่งให้จำเลยปฏิบัติหน้าที่ราชการตามอำนาจหน้าที่ แต่จำเลยละเลยไม่ปฏิบัติและประพฤติผิดวินัยไปเมาสุราอาละวาดในบาร์ พกอาวุธปืนเถื่อนและขัดขืนคำสั่งไม่ยอมออกจากบาร์ เมื่อถูกนำตัวมาพบผู้ตาย จำเลยกลับพูดจาท้าทายจะยิงกับผู้ตายต่อหน้าประชาชนโดยที่ผู้ตายยังมิได้ทำอะไรจำเลย ผู้ตายจึงตบหน้าจำเลยไป ๑ ที แล้วให้นำตัวไปสถานีตำรวจ ระหว่างนั่งมาในรถไปสถานีตำรวจ จำเลยยังบังอาจทำร้ายผู้ตายและพูดจาท้ายิงกับผู้ตายอีก โดยที่ผู้ตายไม่เคยมีสาเหตุอะไรกับจำเลยมาก่อน เมื่อไปสถานีตำรวจผู้ตายได้เตะและชกจำเลยไปอย่างละ ๑ ที แล้วสั่งให้เอาตัวไปขังเพราะจำเลยกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งผู้ตายมีอำนาจสั่งลงโทษจำเลยได้ จำเลยกลับหลบหนีไปบ้านพักเอาอาวุธปืนคาร์บิน ซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงมายิงผู้ตาย เป็นการฆ่าผู้ตายเพราะเหตุที่ผู้ตายสั่งลงโทษจำเลยตามอำนาจหน้าที่หรือเพราะเหตุที่ได้กระทำการตามหน้าที่นั่นเอง แม้ผู้ตายจะทำแก่จำเลยเกินเลยไปบ้างก็เพราะจำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง กลับประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงขนาดพูดจาท้าทายอย่างโอหังบังอาจแก่ผู้ตายซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต่อหน้าประชาชน และตำรวจผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ตายด้วย การกระทำของผู้ตายจึงไม่ทำให้ผู้ตายกลายเป็นไม่ใช่เจ้าพนักงาน จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ (๒)
ส่วนปัญหาว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา ๗๒ หรือไม่เห็นว่าการกระทำของผู้ตายที่มีต่อจำเลยได้ขาดตอนไปแล้ว และผู้ตายได้สั่งให้นายสิบเวรเอาตัวจำเลยไปขัง จำเลยได้หลบหนีไปห้องพักเอาปืนออกมาใช้ยิงผู้ตายที่หน้าสถานีตำรวจขณะผู้ตายไม่รู้ตัว จำเลยมิได้กระทำในขณะที่จำเลยถูกทำร้ายด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยไม่เข้าลักษณะเป็นบันดาลโทสะ
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1272/2513
พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์
นางคำแฝง ทิพย์เนตร โจทก์ร่วม
พลตำรวจเสาร์ มากสุข ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย · โจทก์ร่วม - นางคำแฝง ทิพย์เนตร · ล. - พลตำรวจเสาร์ มากสุข |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วินัย ทองลงยา · โกวิท ถิระวัฒน์ · อัศนี เกาไศยนันท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงราย - นายสุรัส มุ่งศิลป์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิม สถิตย์ทอง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา