⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 28-29/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28-29/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตีความคำฟ้องต้องพิจารณาจากข้อความทั้งหมดในคำฟ้อง เพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริงตามเจตนาของโจทก์ การเรียกค่าธรรมเนียมศาลที่คลาดเคลื่อนไป ไม่กระทบถึงความสมบูรณ์ของกระบวนพิจารณาหรือคำพิพากษา

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งแปลง แม้ในตอนท้ายจะมีข้อความว่า "ได้พยายามพูดจาให้จำเลยทั้งสองออกไปเสียจากบ้านเลขที่ 5 อันเป็นบริเวณสุสาน" ซึ่งอาจเข้าใจว่า หมายถึงเฉพาะให้จำเลยออกจากศาลาที่อยู่อาศัย แต่ก็ยังมีคำว่า บริเวณสุสาน ติดต่อกันไป อันหมายความได้ว่า ให้จำเลยทั้งสองออกจากบริเวณสุสานนั่นเอง ทั้งในตอนสุดท้ายของคำฟ้องมีข้อความว่า "จำเป็นต้องฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงถ่านออกไปเสียจากบริเวณบ้านเลขที่ 5 ซึ่งเป็นบริเวณของสุสานด้วย" เห็นได้ชัดว่า โจทก์ต้องการขับไล่จำเลยออกจากที่ทั้งแปลงคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านเลขที่ 5 อันเป็นบริเวณสุสาน จึงเป็นการขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกจากที่ทั้งแปลง มิใช่เพียงเฉพาะขอให้บังคับจำเลยออกจากศาลา และให้รื้อถอนโรงถ่าน คดีพิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งแปลงซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทุนทรัพย์ เป็นการถูกต้องตามที่ศาลชั้นต้นตีราคาทรัพย์ที่พิพาท และเรียกค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ฎีกาตามราคาทุนทรัพย์แต่ที่ศาลชั้นต้นมิได้เรียกค่าขึ้นศาลสำหรับศาลชั้นต้นไว้ให้ครบ โดยเรียกไว้เพียง 50 บาท เป็นการคลาดเคลื่อนไปนั้น ทำให้เกิดความผิดพลาดเฉพาะในเรื่องการเรียกค่าธรรมเนียมศาลขาด ไม่กระทบถึงกระบวนพิจารณาอื่น ๆ หรือทำให้คำพิพากษาไม่มีผล

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.149 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ เป็นคดีของศาลชั้นต้นสำนวนเดียวกัน เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่ม โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามคำสั่ง แล้วได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอีกฉบับหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฉบับรวมกัน โจทก์ฎีกาขึ้นมาทั้ง ๒ สำนวน ศาลฎีกาจึงพิจารณารวมกัน โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายราวานา มานา ไวตี โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๒๔๘๙ ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดก นายไวตีได้ทำพินัยกรรมตั้งไว้เป็นทรัพย์ทรัสต์สงวนไว้เป็นสุสานฮินดู นางสุทธาบุตรสาวได้จ้างนายเย็นและจำเลยที่ ๑ ดูแลรักษา ต่อมานายเย็นตายจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ รับดูแล แต่ภายหลังจำเลยทั้งสองไม่ทำความสะอาด ฯลฯ จึงเลิกจ้าง จำเลยทั้งสองไม่ยอมออกจากบริเวณสุสาน สร้างโรงเก็บถ่านขึ้นในบริเวณทางเข้าสุสาน ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวาร และให้จำเลยที่ ๒ รื้อถอนโรงถ่านออกไป จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของ จำเลยที่ ๑ ถือสิทธิเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวในฐานะเป็นเจ้าของเป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้พิพากษายกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งมีรายละเอียดดังในฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาทั้ง ๒ สำนวน ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมศาลไว้ว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๔๘๙ เป็นของนายไวตีผู้วายชนม์ ซึ่งได้ทำพินัยกรรมสงวนไว้ให้เป็นสุสาน ทายาทได้ดำเนินการตามความประสงค์ โดยจ้างนายเย็นและจำเลยที่ ๑ เป็นคนเฝ้าดูแลรักษาความสะอาดในบริเวณสุสาน เมื่อนายเย็นตายแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ รับหน้าที่แทนต่อมา แต่ไม่เอาใจใส่ และเกิดเรื่องกันเสมอ จึงเลิกจ้าง และให้ออกไปจากบริเวณสุสาน จำเลยทั้งสองดื้อดึงไม่ยอมออก และได้เสร้างโรงเก็บถ่านทำให้สกปรกด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า คำบรรยายฟ้องโจทก์ชัดเจนว่า จำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งแปลง แม้ในตอนท้ายจะมีข้อความต่อไปว่า "ได้พยายามพูดจาให้จำเลยทั้งสองออกไปเสียจากบ้านเลขที่ ๕ อันเป็นบริเวณสุสาน" ซึ่งอาจเข้าใจว่าหมายถึงเฉพาะให้จำเลยออกจากศาลาที่อยู่อาศัย แต่ก็ยังมีคำว่า บริเวณสุสาน ติดต่อกันไป อันหมายความได้ว่า ให้จำเลยทั้งสองออกจากบริเวณสุสานนั่นเอง ทั้งในตอนสุดท้ายของคำฟ้องมีข้อความว่า "จำเป็นต้องฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงถ่านออกไปเสียจากบริเวณบ้านเลขที่ ๕ ซึ่งเป็นบริเวณของสุสานด้วย" เห็นได้ชัดว่า โจทก์ต้องการขับไล่จำเลยออกจากที่ทั้งแปลง คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกไปจากบ้านเลขที่ ๕ อันเป็นบริเวณสุสาน จึงเป็นการขอให้บังคับจำเลยทั้งสองออกจากที่ทั้งแปลง มิใช่เพียงเฉพาะขอให้บังคับจำเลยออกจากศาลา และรื้อถอนโรงถ่านอันมีบริเวณเนื้อที่จำกัด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ของโจทก์ทั้งแปลง จำเลยให้การต่อสู้ว่าเป็นที่ดินของจำเลย จึงเป็นคดีพิพาทในเรื่องกรรมสิทธิ์ข้องที่ดินทั้งแปลง ซึ่งโจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทุนทรัพย์ เป็นการถูกต้องตามที่ศาลชั้นต้นตีราคาทรัพย์ที่พิพาท และเรียกค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ฎีกาตามราคาทุนทรัพย์ แต่ที่ศาลชั้นต้นมิได้เรียกค่าขึ้นศาลสำหรับศาลชั้นต้นไว้ให้ครบ โดยเรียกไว้เพียง ๕๐ บาท เป็นการคลาดเคลื่อนไปนั้น ทำให้เกิดความผิดพลาดเฉพาะในเรื่องการเรียกค่าธรรมเนียมศาลขาด ไม่กระทบถึงกระบวนพิจารณาอื่น ๆ หรือทำให้คำพิพากษาไม่มีผล ส่วนข้อเท็จจริงนั้น ศาลฎีกาฟังว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท เพราะการครอบครองปรปักษ์ยังไม่ถึง ๑๐ ปี พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมทั้งบริวารออกจากที่พิพาท และให้จำเลยที่ ๒ รื้อถอนโรงถ่านออกไปจากที่พิพาทด้วย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28 - 29/2513 นายซุปปารา มาเนียฟิลเลย์ หรือมณี ธรรมปรีดา ผู้จัดการมรดกนายราวานา มานา ไวตี ประเดียอะจี ผู้วายชนม์ โดยนางสุทธา เกียรตินาถ ผู้รับมอบอำนาจ และโดยนางสาวสราญจิตต์ รามัญวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วง โจทก์ นางออม สระน้อย ที่ 1 สิบเอกสำเภา สระน้อย ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้จัดการมรดกนายราวานา - นายซุปปารา มาเนียฟิลเลย์ หรือมณี ธรรมปรีดา · ผู้รับมอบอำนาจ - มานา ไวตี ประเดียอะจี ผู้วายชนม์ โดยนางสุทธา เกียรตินาถ · โจทก์ - และโดยนางสาวสราญจิตต์ รามัญวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วง · จำเลย - นางออม สระน้อย ที่ 1 สิบเอกสำเภา สระน้อย ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสลา หัมพานนท์ · ศริ มลิลา · เฉลิม ทัตภิรมย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายยิ้ม บูรณารมย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมานิต มานะทัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 1398/2493ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 8277/2551ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 119/2532ฎีกา 1687/2497ฎีกา 10842/2558ฎีกา 1189/2495ฎีกา 1620/2492ฎีกา 1510/2520ฎีกา 2383/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา