⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1685/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1685/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ยังไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายให้สำเร็จได้ ไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา แต่เป็นความผิดฐานกระทำอนาจาร

ย่อคำพิพากษา

จำเลยแอบเข้ามากอดหญิงผู้เสียหายและพูดขอกระทำชำเราผู้เสียหายร้องขึ้นจำเลยเอามือปิดปากผู้เสียหาย กดผู้เสียหายนอนลงที่พื้นเรือนแล้วขึ้นคร่อมเอาหัวเข่ากดต้นขาไว้ ขณะนั้นผู้เสียหายนอนหงายนุ่งกระโจมอกอยู่ จำเลยก้มลงกัดที่แก้มและถลกผ้าซิ่นขึ้นจากด้านล่าง ผู้เสียหายดิ้นอย่างแรงจนหลุดแล้ววิ่งร้องไห้ลงเรือนไปดังนี้ลักษณะการกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา คงเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.278

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจบุกรุกเข้าไปในบ้านเรือนของนางจันทร์ดี ขาวคมแล้วจำเลยบังอาจกระทำอนาจารแก่นางจันทร์ดีโดยยัดธนบัตร ๑๐ บาท ให้แก่นางจันทร์ดีขอร่วมประเวณีด้วย แล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำกดตัวนางจันทร์ดีให้นอนหงายใช้มืออุดปาก แล้วจำเลยขึ้นคร่อมนอนทับตัวนางจันทร์ดีและถลกผ้าถุงขึ้นเพื่อให้อวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของนางจันทร์ดี อันเป็นการลงมือข่มขืนกระทำชำเราแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอดเนื่องจากนางจันทร์ดีดิ้นจนหลุดจากการกอดปล้ำและร้องให้คนช่วย จำเลยจึงได้หลบหนีไป เจ้าพนักงานยึดได้ธนบัตรฉบับละ ๑๐ บาทจากนางจันทร์ดีเป็นของกลางขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖, ๒๗๘, ๘๐, ๓๖๔, ๓๖๕ประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๗,๙ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดจริงดังฟ้อง แต่การที่จำเลยเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควรนั้นเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔ เพราะการเข้ากอดปล้ำผู้เสียหายมิใช่การใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อที่จะเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหาย พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔ ฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา ๒๗๖ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ และฐานกระทำอนาจารตามมาตรา ๒๗๘ ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๒ ฐานบุกรุกจำคุก ๖ เดือน ความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารเป็นความผิดหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักตามมาตรา ๙๐ จำคุก ๒ ปี รวมโทษจำคุกจำเลย ๒ ปี ๖ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น แต่เห็นว่ารูปคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย คงฟังว่าเป็นการกระทำอนาจารพิพากษาแก้ เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๓) และความผิดฐานกระทำอนาจารตามมาตรา ๒๗๘เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๖๕ (๓)ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักตามมาตรา ๙๐ จำคุกจำเลย ๑ ปี ๖ เดือน คืนธนบัตรของกลางให้จำเลย โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีกบทหนึ่งด้วย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามศาลล่างทั้งสอง ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระชำเราผู้เสียหายหรือไม่ นั้น เห็นว่าการที่จำเลยแอบมากอดผู้เสียหายแล้วยัดธนบัตร ๑๐ บาทใส่มือผู้เสียหายพร้อมกับพูดว่า "เอาเงินไป ๑๐ บาท ขอนอนด้วยซักทีหนึ่ง"ผู้เสียหายร้องขึ้น จำเลยเอามือปิดปากใช้มือกดผู้เสียหายนอนลงที่พื้นเรือนแล้วขึ้นคร่อมเอาหัวเข่ากดต้นขาไว้ ขณะนั้นผู้เสียหายนอนหงายนุ่งกระโจมอกอยู่จำเลยก้มลงกัดที่แก้มและถลกผ้าซิ่นขึ้นจากด้านล่าง ผู้เสียหายดิ้นอย่างแรงจนหลุด แล้ววิ่งร้องไห้ลงเรือนไป ดังนี้ ลักษณะการกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่อยู่ในวิสัยที่จำเลยจะกระทำชำเราผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา คงเป็นความผิดเพียงฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๔, ๓๖๕ (๓), ๒๗๘ และให้ลงโทษตามมาตรา ๓๖๕ (๓) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักตามมาตรา ๙๐ นั้น ยังไม่ถูกต้องเพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจปรับบทและลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๖๕ (๓) ซึ่งมีโทษหนักกว่ามาตรา ๓๖๔ จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่ศาลฎีกาเห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้นชอบด้วยรูปคดีแล้ว พิพากษาแก้ เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๔ และ ๒๗๘ ซึ่งแก้ไขโดยประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๙การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวแต่เป็นความผิดต่อกฎหมาย ๒ บท ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๗๘ ซึ่งแก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๙นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1685/2516 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายถา เขื่อนเพ็ชร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ · จำเลย - นายถา เขื่อนเพ็ชร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศวิต สมหวัง · สัญชัย สัจจวานิช · แผ้ว ศิวะบวร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายปรีดี สุจริตกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายขจร หะวานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2246/2520ฎีกา 1560/2529ฎีกา 180/2554ฎีกา 593/2510ฎีกา 1672/2569ฎีกา 19406/2555ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1888/2548ฎีกา 1250/2520ฎีกา 5487/2548ฎีกา 9308/2546ฎีกา 3237/2543ฎีกา 1005/2532ฎีกา 1165/2537ฎีกา 3380/2531ฎีกา 132/2481ฎีกา 643/2531ฎีกา 667/2521ฎีกา 3159/2532ฎีกา 490/2542ฎีกา 1189/2537ฎีกา 1530/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา