⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1672/2569

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2569

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ผู้กระทำเล็งเห็นผลว่าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และได้กระทำไปโดยมีเจตนาฆ่า แม้ผลร้ายมิได้เกิดขึ้นเพราะเหตุบังเอิญ ถือว่าเป็นการพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว. การที่พนักงานสอบสวนมิได้แจ้งสิทธิผู้ต้องหาในการมีทนายความตามกฎหมาย เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่สามารถยกขึ้นฎีกาได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น.

ย่อคำพิพากษา

พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรงติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถจักรยานยนต์ จากนั้นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและอยู่ในระดับคอคน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว และการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกับพวกมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืนเพื่อนำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยมีการนัดให้จำเลยทั้งสองไปเอาอาวุธปืนยังสถานที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน ย่อมถือว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองกับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พนักงานสอบสวนมิได้สอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความต้องการทนายความหรือไม่ จึงมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีระวางโทษสูงสุดเพียงจำคุกตลอดชีวิต และปรากฏตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาที่ 1 ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ และไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นใดร่วมฟังการสอบสวน แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 สละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134/1 วรรคสอง พนักงานสอบสวนจึงทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22, 32, 33, 58, 80, 83, 91, 92, 94, 288, 289, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 761/2566 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 499/2565 ของศาลแขวงตรัง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น และริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ บวกโทษ และนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบท มาตรา 80) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่สามารถเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ในฐานนี้ได้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 8 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี 9 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน บวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย 499/2565 ของศาลแขวงตรัง เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุก 25 ปี 13 เดือน โดยให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 761/2566 และของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 894/2566 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนและกระสุนปืนตามฟ้องที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวยิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของนางสาวณัฐพัชร์ ผู้เสียหายที่ 1 และนายฉัตรชัย ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นสามีภริยากันกับบุตรชาย 1 คน หลายนัด แต่ในขณะนั้นผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางในสวนยางพาราซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร และนำบุตรชายไปอยู่บ้านของมารดาผู้เสียหายที่ 1 กระสุนปืนถูกผนังข้างประตูหน้าบ้าน ทะลุผ่านเข้าไปถูกบริเวณประตูตู้เสื้อผ้าและผนังปูนภายในตัวบ้าน และยังถูกรถกระบะของผู้เสียหายทั้งสองที่จอดอยู่ข้างบ้านเกิดเหตุได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดปลอกกระสุนปืน 5 ปลอก และหมอนกระสุนปืน 1 อัน เป็นของกลาง สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ในส่วนของจำเลยที่ 1 และความผิดทั้งหมดของจำเลยที่ 2 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นจำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นจำคุก 3 เดือน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านเกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านที่ผู้เสียหายทั้งสองพักอาศัยอยู่กับบุตรเป็นประจำ เพียงแต่ในขณะเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและนำบุตรไปฝากไว้ที่บ้านมารดาของผู้เสียหายที่ 1 จึงไม่มีผู้ใดถูกยิง และได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทปรีชาพยานโจทก์ว่า หลังจากพยานได้รับแจ้งเหตุดังกล่าวจากผู้เสียหายทั้งสองจึงได้สืบสวนทราบว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อเหตุในคดีนี้และได้เรียกตัวจำเลยทั้งสองซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดตรังมาสอบปากคำ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และได้นำจำเลยทั้งสองไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพพร้อมทั้งจัดทำรายงานสืบสวน ต่อมาว่าที่พันตำรวจตรีสุพจน์พงษ์ พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวน จำเลยทั้งสองก็ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองได้รับการว่าจ้างจากนายเชย โดยนายเชยตกลงให้ค่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท ซึ่งก่อนเกิดเหตุมีข้อความส่งมาทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ให้ไปยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยนายพีรพัฒน์หรือเคนได้มอบรถจักรยานยนต์ให้จำเลยที่ 1 ไว้ใช้ขับไปก่อเหตุ ส่วนอาวุธปืนให้ไปเอาที่จุดนัดพบ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายและถืออาวุธปืนเดินทางไปบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปทางบ้านที่เกิดเหตุ 5 นัด จากนั้นจำเลยทั้งสองก็ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังได้เขียนคำรับสารภาพด้วยลายมือของตนเองคนละฉบับแต่มีข้อความทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายไปเอาอาวุธปืนลูกซองที่นายพีรพัฒน์หรือเคนได้นำเอามาซ่อนไว้ที่ข้างเสาไฟฟ้าริมถนนหมู่บ้านไร่ออกเพื่อให้นำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ หลังจากที่ได้อาวุธปืนแล้วจำเลยที่ 1 ก็ขับรถจักรยานยนต์ไปบ้านที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงหน้าบ้านจำเลยที่ 1 หยุดรถแล้วจำเลยที่ 2 ก็ใช้อาวุธปืนลูกซองที่นำมายิงไปที่หน้าบ้านที่เกิดเหตุหลายนัด จากนั้นก็พากันนำอาวุธไปไว้ที่เสาไฟฟ้าดังเดิมเพื่อให้นายพีรพัฒน์หรือเคนเอาไปเก็บ แล้วจำเลยทั้งสองก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เมื่อพิจารณาลักษณะสภาพบ้านที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวไม่มีรั้ว และมีรถกระบะจอดอยู่ข้างบ้านซึ่งอยู่ติดกับตัวบ้าน บ้านที่เกิดเหตุตั้งอยู่บนเนินดินสูงกว่าระดับถนนและล้อมรอบด้วยสวนยางพารา มีร่องรอยกระสุนปืนยิงทะลุเข้าไปในบ้านถูกตู้เสื้อผ้าไม้ 1 จุด รอยกระสุนปืนดังกล่าวอยู่ในระดับช่วงคอของผู้เสียหายที่ 1 และที่ขอบผนังปูนติดกับประตูบ้านอีก 1 จุด ส่วนที่บริเวณข้างนอกบ้านพบรอยกระสุนปืนที่รถกระบะและประตูด้านหน้าบ้าน ซึ่งก็สอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปากผู้เสียหายที่ 2 และร้อยตำรวจโทปรีชาที่เบิกความยืนยันว่า จากการตรวจสอบพบกระสุนปืนถูกประตูรถกระบะ 1 เม็ด แต่แฉลบเป็นรอยเสียหาย 3 รอย และถูกที่บริเวณประตูหน้าบ้านกระสุนปืนทะลุไปถูกประตูครัวด้านหลังและมีกระสุนปืนทะลุตู้เสื้อผ้า ร่องรอยกระสุนปืนที่พบภายในบ้านมีระดับความสูงช่วงบริเวณหน้าอกและคอ และมีปลอกกระสุนปืนลูกซองตกอยู่บริเวณถนนห่างจากหน้าบ้านประมาณ 10 ถึง 20 เมตร จำนวน 5 ปลอก คาดว่าน่าจะมีการยิงอย่างน้อย 5 นัด พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์และนั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน และนำเอาอาวุธปืนติดตัวมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุตามที่จำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็จอดรถจักรยานยนต์จากนั้นจำเลยที่ 2 ก็ใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุทันทีอย่างน้อย 5 นัด การที่จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนซึ่งโดยสภาพเป็นอาวุธปืนที่มีอนุภาพร้ายแรง ยิงกราดเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประจำของผู้เสียหายทั้งสองกับบุตรอย่างน้อย 5 นัด กระสุนถูกผนังบ้านทะลุเข้าไปในตัวบ้านและยังถูกรถกระบะที่จอดอยู่ที่ข้างบ้านด้วยนั้น จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงอาจถูกผู้เสียหายทั้งสองหรือบุคคลอื่นภายในบ้านได้ แม้กระสุนปืนจะไม่ถูกผู้ใดเนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองออกไปกรีดยางและได้นำบุตรชายไปฝากญาติไว้ขณะเกิดเหตุจึงไม่มีผู้ใดอยู่ในบ้านกรณีจึงเป็นเรื่องบังเอิญ กระสุนปืนที่จำเลยทั้งสองยิงเข้าไปในบริเวณบ้านสามารถทะลุผนังคอนกรีตเข้าไปในบ้านได้และอยู่ในระดับคอคน ย่อมสามารถทำอันตรายให้ถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองถือได้ว่ามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว การที่จำเลยทั้งสองตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อใช้ในการกระทำความผิดมาล่วงหน้าและขับรถจักรยานยนต์ตรงไปยังบ้านที่เกิดเหตุตามที่ได้รับคำสั่งมา ซึ่งเมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 ก็จอดรถจักรยานยนต์ เพื่อให้จำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนที่เตรียมมายิงเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุทันที แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้วางแผนติดตามดักรอผู้เสียหายทั้งสองก่อนกระทำการดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าด้วยการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืนเพื่อนำไปใช้ยิงบ้านที่เกิดเหตุ โดยมีการนัดให้จำเลยที่ 1 กับพวกไปเอาอาวุธปืนยังสถานที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน กรณีดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นพนักงานสอบสวนมิได้สอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับความต้องการทนายความหรือไม่ กรณีจึงเป็นการที่พนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นฎีกาได้ เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) มีระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว การพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต ดังนั้น ในส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นมีระวางโทษสูงสุดได้เพียงสองในสามส่วนของโทษประหารชีวิต เมื่อลดโทษประหารชีวิตลงหนึ่งในสาม จึงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ประกอบมาตรา 52 (1) ในกรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134/1 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้" ปรากฏตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาที่ 1 ว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่จำเลยที่ 1 ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีและไม่ต้องการทนายความ และไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นใดร่วมฟังการสอบสวน แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 สละสิทธิในการมีทนายความ เมื่อคดีนี้มีเพียงอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้จัดหาทนายความให้ตามคำให้การดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนต้องระวางโทษประหารชีวิต เมื่อเป็นการพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษสองในสามส่วน เท่ากับลดมาตราส่วนโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) โทษที่จะลงคือ โทษจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งต้องเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ก่อน เมื่อคำนวณแล้วคงเหลือโทษจำคุก 25 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วลดโทษกึ่งหนึ่งคงเหลือจำคุก 25 ปี จึงเป็นการลงโทษที่ต่ำที่สุดแล้วไม่อาจลดโทษต่ำกว่านี้ได้อีก ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2569 พนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดตรัง · จำเลย - นาย ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พนารัตน์ คิดจิตต์ · ธารทิพย์ จงจักรพันธ์ · วิภา ลีลาวิวัฒน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตรัง - นายปภณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายสุรพล คงลาภ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1628/2568

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6247/2545ฎีกา 1870/2549ฎีกา 5246/2548ฎีกา 5840/2544ฎีกา 492/2539ฎีกา 959/2531ฎีกา 1610/2539ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6252/2531ฎีกา 6575/2551ฎีกา 6229/2539ฎีกา 1560/2529ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 1597/2522ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 2182/2567ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา