⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2251/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2251/2552

ป.อาญา ม.56, 90, 91 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.195, 212, 225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ปลอมบันทึกรายการขายและใช้บันทึกรายการขายกับผู้เสียหายหลายฉบับ โดยแต่ละฉบับเป็นการกระทำแยกต่างหากจากกัน ถือเป็นการกระทำหลายกรรม แม้จะกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยหลอกลวง ส. ให้ส่งมอบบัตรเครดิตให้แก่ตน จากนั้นนำบัตรเครดิตไปแสดงต่อผู้เสียหายว่าเป็นของตน แล้วดำเนินการปลอมบันทึกรายการขายและใช้บันทึกรายการขายกับผู้เสียหายในคดีนี้เป็นจำนวนมากถึง 28 ฉบับ แม้จะทำเพียง 5 วัน ในแต่ละวันจะกระทำต่อผู้เสียหายคนเดียวกันก็จะถือว่าการกระทำแต่ละวันเป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ใช่การกระทำหลายกรรม เป็นการกระทำ 5 กรรมดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ เพราะโดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องทำบันทึกรายการขายทีละฉบับ ทั้งจำเลยยังได้แสดงเจตนาต่อผู้เสียหายว่าประสงค์ที่จะทำแต่ละฉบับแยกประเภทสินค้าต่างหากจากกันโดยไม่ประสงค์ที่จะทำบันทึกรายการขายรวมสินค้าในแต่ละวันทั้งๆ ที่สามารถทำได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำหลายกรรมในแต่ละวันรวม 28 กรรม การกระทำของจำเลยในแต่ละวันเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำ 28 กรรม มิใช่ 5 กรรม แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษเพิ่มเติม เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.342

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342, 264, 265, 268, 91 และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายจำนวน 54,228 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 342 (1) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท และจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดเพียงมาตราเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว และความผิดฐานฉ้อโกงกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำเลยกระทำความผิด 5 วัน รวมเป็นสินค้าจำนวน 28 รายการ จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน ไม่ใช่ความผิด 28 กรรมดังโจทก์ฟ้อง ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 5 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมเป็นจำคุก 15 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า จำเลยกระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ธุรกรรมบัตรเครดิตต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน เพื่อให้เงินทุนหมุนเวียนเกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ การที่จำเลยหลอกลวงนางสาวสุวิมล ให้ส่งมอบบัตรเครดิตของนางสาวสุวิมลให้แก่ตนจากนั้นนำบัตรเครดิตของนางสาวสุวิมลไปแสดงต่อผู้เสียหายว่าเป็นของตน แล้วดำเนินการปลอมบันทึกรายการขายและใช้บันทึกรายการขายกับผู้เสียหายในคดีนี้เป็นจำนวนมากถึง 28 ฉบับ และทางพิจารณาปรากฏว่าจำเลยนำบัตรเครดิตของนางสาวสุวิมลไปใช้กับร้านค้าอื่น ทั้งยังนำบัตรเครดิตของผู้อื่นไปใช้ทำนองเดียวกับการนำบัตรเครดิตของนางสาวสุวิมลไปใช้ดังเช่นนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวมีผลกระทบต่อธุรกรรมบัตรเครดิตทำให้ธุรกรรมบัตรเครดิตขาดความเชื่อถือส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ปลอมบันทึกรายการขายและใช้บันทึกรายการขาย 28 ฉบับ แม้จะทำเพียง 5 วัน โดยกระทำการเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2539 จำนวน 5 ฉบับ วันที่ 16 สิงหาคม 2539 จำนวน 4 ฉบับ วันที่ 17 สิงหาคม 2539 จำนวน 7 ฉบับ วันที่ 18 สิงหาคม 2539 จำนวน 8 ฉบับ และวันที่ 20 สิงหาคม 2539 จำนวน 4 ฉบับ แม้ในแต่ละวันจะกระทำต่อผู้เสียหายคนเดียวกันก็จะถือว่าการกระทำแต่ละวันเป็นการกระทำกรรมเดียวไม่ใช่การกระทำหลายกรรม เป็นการกระทำ 5 กรรมดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่ เพราะโดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องทำบันทึกรายการขายทีละฉบับ ทั้งจำเลยยังได้แสดงเจตนาต่อผู้เสียหายว่าประสงค์ที่จะทำแต่ละฉบับแยกประเภทสินค้าต่างหากจากกันโดยไม่ประสงค์ที่จะทำบันทึกรายการขายรวมสินค้าในแต่ละวันทั้งๆ ที่สามารถทำได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำหลายกรรมในแต่ละวันรวม 28 กรรม ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยเพียง 5 กรรม และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษเพียงกระทงละ 1 ปี นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ข้อที่จำเลยอ้างว่ามีบุตรต้องเลี้ยงดู 2 คน และต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดานั้น เห็นว่า บุตร 2 คนซึ่งมีบิดารับราชการเป็นทหารมียศถึงพลตรี ส่วนบิดามารดาก็ยังมีพี่น้องของจำเลย ซึ่งบุคคลเหล่านั้นย่อมสามารถจะอุปการะเลี้ยงดูบุตรและบิดามารดาของจำเลยได้ ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักเพียงพอที่จะรอการลงโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยในแต่ละวันเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำ 28 กรรม มิใช่ 5 กรรม ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจกำหนดโทษเพิ่มเติมเพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำ 28 กรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2251/2552 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาววันเพ็ญ จันทร์เรือง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นางสาววันเพ็ญ จันทร์เรือง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กีรติ กาญจนรินทร์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 917/2564ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 628/2493ฎีกา 1666/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ