⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2283/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2283/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานกรรโชก ต้องมีการข่มขืนใจด้วยการประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือบุคคลที่สาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ใช้อุบายอ้างตนเป็นตำรวจร่วมกับจำเลยที่ 2ซึ่งแสดงตนว่าเป็นตำรวจ โดยจำเลยที่ 1 แกล้งจับ ป. ใส่กุญแจมือและจะจับผู้เสียหายหาว่าค้าฝิ่นเถื่อน แต่เมื่อผู้เสียหายถอยหลังออกไปไม่ยอมให้จับข้อมือ จำเลยที่ 1 ก็พูดว่า 'เอาอย่างนี้ก็แล้วกันลุง ลุงเอาเงินให้ฉันพันหนึ่ง แล้วลุงขายฝิ่นต่อไปก็แล้วกัน' โดยจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 มิได้ข่มขืนใจด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญจะทำอันตรายต่อชีวิต เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย หรือของบุคคลที่สาม อย่างไรต่อไปผู้เสียหายเรียกบุตรชายซึ่งเดินมาจะเข้าบ้าน จำเลยทั้งสองและป.ก็เดินออกไป เช่นนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองยังไม่เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานกรรโชก จึงไม่เป็นพยายามกรรโชก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งรับราชการเป็นตำรวจร่วมกับจำเลยที่ ๑และเด็กชายประทีป ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของจำเลยที่ ๒ โดยมิชอบโดยจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อุบายข่มขืนใจแกล้งกล่าวหานายประเสริฐว่าจำหน่ายฝิ่นโดยไม่รับอนุญาต จำเลยกับพวกจะจับกุมนายประเสริฐส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี แต่ถ้านายประเสริฐยินยอมจ่ายเงินให้จำเลยกับพวก ๑,๐๐๐ บาท ก็จะไม่จับตัวไป การกระทำของจำเลยไม่บรรลุผลโดยนายประเสริฐไม่ยินยอมมอบเงินให้ และจำเลยที่ ๒ ยังได้กระทำความผิดฐานอื่นอีกด้วย ขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๘, ๘๓, ๓๓๗, ๓๓๙, ๓๗๑, ๓๗๖, ๙๐, ๙๑, ๙๒, ๘๐ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ให้ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่ขอสร้อยคอทองคำ ๑ อันให้คืนเจ้าทรัพย์ และให้จำเลยที่ ๒ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๘๖๐ บาทแก่เจ้าทรัพย์ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ จำเลยที่ ๑ รับว่าเคยต้องโทษพ้นโทษจริงตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๘, ๘๖ และมาตรา ๓๓๗, ๘๐, ๘๓ ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๔๘, ๘๖ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก ๔ ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามมาตรา ๙๒ เป็นจำคุก๕ ปี ๔ เดือน ส่วนจำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๘ และ ๓๓๗, ๘๐, ๘๓, ๓๗๑, ๓๗๖ และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ ซึ่งเป็นกระทงหนักที่สุดให้จำคุก ๖ ปี ข้อหาฐานชิงทรัพย์ให้ยก ริบของกลางทั้งหมดเว้นแต่ขอสร้อยคอทองคำ ๑ อัน ให้คืนผู้เสียหาย โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานชิงทรัพย์ด้วย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานชิงทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ และให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันพยายามกรรโชก นอกจากนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันพยายามกรรโชกด้วย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายและนายเล็ก นายประทีปอยู่ใต้ถุนบ้านผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองเข้ามาแล้วจำเลยที่ ๑ คว้าข้อมือนายประทีปใส่กุญแจมือข้างหนึ่ง และคว้าข้อมือผู้เสียหายดึงมาจะใส่กุญแจมือคู่กับนายประทีป ผู้เสียหายไม่ยอม สะบัดมือหลุดและถามว่า"คุณมาจับผมเรื่องอะไร" จำเลยที่ ๑ ตอบว่า ผู้เสียหายค้าฝิ่นเถื่อนผู้เสียหายถามว่า "แล้วคุณเป็นอะไร" จำเลยที่ ๑ ตอบว่าเป็นตำรวจผู้เสียหายถามถึงบัตรประจำตัว จำเลยที่ ๑ หันไปบอกจำเลยที่ ๒ เอาบัตรให้ดูจำเลยที่ ๒ ถลกชายเสื้อคว้าปืนสั้นออกมาพูดว่า "ใช้ได้เหมือนกันเป็นปืนตำรวจ" แล้วเก็บปืนไว้อย่างเดิม จำเลยที่ ๑ จะเข้าจับมือผู้เสียหายผู้เสียหายถอยหลังจะหนี จำเลยที่ ๑ พูดว่า "เอาอย่างนี้ก็แล้วกันลุง เอาเงินมาให้ฉันพันหนึ่ง แล้วลุงขายฝิ่นต่อไปก็แล้วกัน" ขณะนั้นนายสว่างบุตรผู้เสียหายเดินมาจะเข้าบ้าน ผู้เสียหายจึงเรียกนายสว่าง จำเลยทั้งสองก็พากันเดินออกไปพร้อมกับนายประทีป แล้วจึงไปเกิดเรื่องจำเลยที่ ๒ชิงทรัพย์นางระเบียบและยิงปืนตามฟ้อง จึงวินิจฉัยว่า จะเห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ ใช้อุบายอ้างตนเป็นตำรวจร่วมกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งแสดงตนว่าเป็นตำรวจ โดยจำเลยที่ ๑ แกล้งจับนายประทีปใส่กุญแจมือ และจะจับผู้เสียหายหาว่า ค้าฝิ่นเถื่อน แต่เมื่อผู้เสียหายถอยหลังออกไปไม่ยอมให้จับข้อมือจำเลยที่ ๑ กลับพูดว่า "เอาอย่างนี้ก็แล้วกันลุง ลุงเอาเงินให้ฉันพันหนึ่ง แล้วลุงขายฝิ่นต่อไปก็แล้วกัน" โดยจำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒ มิได้ข่มขืนใจด้วยการใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญจะทำอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหายหรือของบุคคลที่สามอย่างไรต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๗ การกระทำของจำเลยทั้งสองยังไม่เข้าลักษณะเป็นความผิดฐานกรรโชก จึงไม่เป็นพยายามกรรโชกตามฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2283/2516 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายเล็ก มีชัย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายเล็ก มีชัย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัย ทองลงยา · สุเมธ ทิพยมนตรี · ผสม จิตรชุ่ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายพิชัย วุฒิจำนง · ศาลอุทธรณ์ - นายปรีชา สุมาวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2246/2520ฎีกา 1560/2529ฎีกา 180/2554ฎีกา 593/2510ฎีกา 1672/2569ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1888/2548ฎีกา 753/2539ฎีกา 1250/2520ฎีกา 5487/2548ฎีกา 9308/2546ฎีกา 3237/2543ฎีกา 1005/2532ฎีกา 1165/2537ฎีกา 3380/2531ฎีกา 643/2531ฎีกา 3159/2532ฎีกา 490/2542ฎีกา 1189/2537ฎีกา 1530/2512ฎีกา 2632/2529ฎีกา 4952/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา