⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2925/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2925/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การไม่ชำระค่าภาษีตามการประเมินเบื้องต้นภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้รับประเมินในการฟ้องร้องคดีเพื่อโต้แย้งการประเมินภาษี.

ย่อคำพิพากษา

มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475ที่บัญญัติให้ผู้รับประเมินชำระค่าภาษีแก่กรมการอำเภอแห่งท้องที่ซึ่งทรัพย์นั้นตั้งอยู่ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งความการประเมินนั้น เป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับผู้รับประเมินจะไปชำระได้ที่ไหนเมื่อใดเท่านั้นหาใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดว่าจะต้องชำระค่าภาษีตามการประเมินเบื้องต้นเสมอไป เพราะตามมาตรา 25 และมาตรา 26 บัญญัติให้โอกาสแก่ผู้รับประเมินที่ไม่พอใจการประเมินเบื้องต้นร้องขอไปยังผู้มีอำนาจชี้ขาดการประเมินได้ภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งความการประเมินเพื่อให้มีการพิจารณาการประเมินนั้นใหม่ ทั้งค่าภาษีที่มิได้ชำระภายในเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 38 นั้น ตามมาตรา 42 บัญญัติให้ถือว่าเป็นเงินค่าภาษีค้างชำระอันจะต้องเสียเงินเพิ่มตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 43 และอาจถูกบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาดโดยพนักงานเก็บภาษีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 44 ต่อไปด้วย การไม่ชำระภาษีตามมาตรา 38 กฎหมายมิได้ถือเป็นการตัดสิทธิผู้รับประเมินในการฟ้องร้องคดีเพื่อโต้แย้งการประเมินภาษีแต่ประการใด วันที่ 5 สิงหาคม 2508 โจทก์ได้รับใบแจ้งการประเมินภาษีจากจำเลยให้นำค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินไปชำระให้จำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ประเมินภาษีใหม่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2508 ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม2512 โจทก์ได้รับคำชี้ขาดจากจำเลยให้โจทก์เสียภาษีเท่าที่ประเมินไว้เดิมโจทก์จึงนำภาษีกับเงินเพิ่มอีกร้อยละสิบไปชำระให้จำเลยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2512 แล้ววันรุ่งขึ้นโจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อแสดงว่าการประเมินภาษีไม่ถูกต้อง ดังนี้ ฟ้องของโจทก์ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 31 เพราะโจทก์ได้ฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดและฟ้องของโจทก์ไม่เป็นการต้องห้ามมิให้ศาลประทับเป็นฟ้องตามมาตรา 39 เพราะก่อนฟ้องโจทก์ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นเสร็จแล้ว ทั้งนี้ ไม่จำต้องคำนึงว่าหนี้ค่าภาษีถึงกำหนดชำระหรือเลยกำหนดชำระขณะฟ้องหรือยัง จำเลยประเมินภาษีจากรายได้ค่าเช่าห้องพักตามแบบ ภ.ร.ด.2ของโจทก์ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้รับประเมินจะต้องกรอกรายการตามความเป็นจริง ตามความในมาตรา 20 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้สั่งการให้แก้ไขรายการเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือว่าเป็นจำนวนค่าเช่าสุทธิสำหรับการประเมินภาษีเพราะตามมาตรา 8 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินนั้นให้เช่าท่านว่า ค่าเช่านั้นเป็นหลักคำนวณค่ารายปี ฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอลดค่าภาษี ลงโดยอาศัยเทียบเคียงเสมอกับโรงแรมอื่นแต่อย่างใดจะฟังว่าการประเมินภาษีของจำเลยไม่เป็นการถูกต้องหาได้ไม่ จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะตัดสินลดภาษีให้โจทก์ได้ (ฟ้องต้องห้ามตามมาตรา 39 หรือไม่วินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 23/2516)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.8 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.20 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.24 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.25 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.26 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.31 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.38 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคารในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมา รวม 6 อาคาร ได้ยื่นรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี พ.ศ. 2505 ถึง 2508 รวม 4 ปี ต่อมาเดือนสิงหาคม 2508 จำเลยสั่งให้โจทก์เสียค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของอาคารต่าง ๆ ทั้ง 4 ปี รวมค่ารายปีของอาคารเลขที่ 1674/1 ซึ่งดำเนินกิจการโรงแรมไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 8 ผู้แทนโจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งให้นายกเทศมนตรีเมืองนครราชสีมาประเมินภาษีใหม่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2508 ภายในกำหนด 15 วันแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2512โจทก์ได้รับคำชี้ขาดให้โจทก์เสียค่าภาษีเท่าเดิมทั้ง 4 ปี โจทก์ได้นำเงินค่าภาษีจำนวน 145,898.14 บาท กับเงินเพิ่มร้อยละสิบอีก 14,589.82 บาท รวมเป็นเงิน 160,487.96 บาท ไปชำระให้จำเลยเสร็จสิ้นแล้วแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2512 ค่ารายปีกับค่าภาษีที่ถูกต้องทั้ง 4 ปีเป็นค่ารายปี 284,900 บาท ค่าภาษี 35,612.50 บาท รวมค่าภาษีและเงินเพิ่ม 39,172.75 บาท โจทก์จึงชำระเกินความจริงไป 121,314.21 บาท จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนเงินดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ข้อกฎหมายว่า โจทก์ได้รับแจ้งการประเมิน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2508 ให้นำค่าภาษีทั้ง 4 ปี รวม 145,898.14 บาทไปชำระให้จำเลย ซึ่งโจทก์จะต้องชำระภายใน 90 วัน ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 38 โจทก์กลับชำระให้จำเลยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2512 เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด คดีจึงต้องห้ามมิให้ศาลประทับฟ้องตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และต่อสู้ข้อเท็จจริงว่า การประเมินเหมาะสมเป็นไปตามความจริงและถูกต้องแล้ว วันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคงมีประเด็นข้อโต้เถียงกัน เฉพาะอาคารเลขที่ 1674/1 ว่า ควรคิดค่ารายปี 4 ปี ๆ ละเท่าใด ส่วนอาคารอื่น ๆ ไม่มีข้อโต้เถียงกัน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนฯมาตรา 38 ให้ผู้รับประเมินชำระค่าภาษีภายใน 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งความการประเมินนั้น หมายความถึงการประเมินโดยจำนวนถูกต้อง คดีนี้ โจทก์ชำระค่าภาษีครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2512 อันเป็นระยะเวลาภายใน 90 วันตามมาตรา 38 แล้วฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 39 ส่วนค่ารายปีของโรงแรมพิพาททั้ง 4 ปี ควรคิดเป็นเงินรวม245,100 บาท คิดเป็นภาษีร้อยละ 12 ครึ่ง กับเงินเพิ่มอีกร้อยละ 10 เป็น ค่าภาษีทั้งสิ้นที่โจทก์ต้องเสีย 33,701.25 บาท ซึ่งมากกว่าที่โจทก์คำนวณมาในฟ้อง พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 111,262.96 บาทแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การชำระค่าภาษีใน 90 วัน ตามมาตรา 38น่าจะแปลว่านับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาดแล้ว คดีนี้นับแต่วันที่คำสั่งชี้ขาดการประเมินภาษีถึงวันที่โจทก์ชำระภาษีทั้งสิ้นแล้วอยู่ภายใน 90 วันตามมาตรา 38 คดีโจทก์จึงไม่ต้องห้ามมิให้ศาลประทับฟ้องตามมาตรา 39 ส่วนค่ารายปีของโรงแรมพิพาท เห็นพ้องกับศาลชั้นต้น พิพากษายืน จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อโจทก์ได้ยื่นรายการเพื่อเสียภาษีที่ดินและโรงเรือนพิพาทแล้ว ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2508 โจทก์ได้รับใบแจ้งการประเมินภาษีจากจำเลยให้นำค่าภาษีทั้งหมดรวม 145,989.14 บาทไปชำระให้จำเลย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ประเมินภาษีใหม่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2508 ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2512 โจทก์ได้รับคำชี้ขาดลงวันที่ 20 เดือนเดียวกันจากจำเลยให้โจทก์เสียภาษีเท่าที่ประเมินไว้เดิม โจทก์จึงนำเงินค่าภาษี 145,898.14 บาท กับเงินเพิ่มอีกร้อยละสิบ รวมเป็นเงิน 160,487.96 บาท ไปชำระให้จำเลยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2512 แล้วรุ่งขึ้นโจทก์ก็ยื่นฟ้องคดีนี้ ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้รับประเมิน จึงเป็นบุคคลผู้พึงชำระภาษีตามที่พนักงานเก็บภาษีแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ไปให้ทราบตามมาตรา 24 ส่วนการชำระค่าภาษีตามมาตรา 38 เป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับผู้รับประเมิน จะไปชำระได้ที่ไหน เมื่อใด เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องของการเก็บภาษีในกรณีธรรมดาทั่วไป หาใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดว่าจะต้องชำระค่าภาษีตามการประเมินเบื้องต้นเสมอไป เพราะตามมาตรา 25 และมาตรา 26 บัญญัติให้โอกาสแก่ผู้รับประเมินที่ไม่พอใจการประเมินเบื้องต้นร้องขอไปยังผู้มีอำนาจชี้ขาดการประเมินได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งความการประเมินเพื่อให้มีการพิจารณาชี้ขาดการประเมินเสียใหม่ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งค่าภาษีที่มิได้ชำระภายในเวลาที่ได้กำหนดไว้ในมาตรา 38 นั้น ตามมาตรา 42 บัญญัติให้ถือว่าเป็นค่าภาษีค้างชำระอันจะต้องเสียเงินเพิ่มเป็นอัตราตั้งแต่ร้อยละสองครึ่งจนถึงร้อยละสิบของเงินภาษีที่ค้างแล้วแต่ระยะเวลาค้างชำระสั้นยาวเพียงใด รวมทั้งอาจถูกบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาดโดยพนักงานเก็บภาษี เพื่อเอาเงินมาเสียภาษีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 43, 44 ต่อไปด้วย เห็นได้ชัดว่า การไม่ชำระค่าภาษีตามมาตรา 38 กฎหมายมิได้ถือเป็นการตัดสิทธิผู้รับประเมินในการฟ้องร้องคดีเพื่อโต้แย้งการประเมินภาษีแต่ประการใด ปัจจัยสำคัญอันก่อให้เกิดสิทธิฟ้องร้องคัดค้านการประเมินภาษีคงขึ้นอยู่กับความในมาตรา 31 กับมาตรา 39 เท่านั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยประเมินภาษีไม่ถูก หลังจากวันได้รับคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาดเอกสารหมาย จ.64 ถึง จ.67 เป็นเวลา 28 วัน ฟ้องจึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 31 กรณีเช่นนี้จะเป็นฟ้องอันศาลพึงปฏิเสธไม่รับไว้พิจารณาตามมาตรา 39 มิได้ เพราะก่อนฟ้องโจทก์ชำระค่าภาษีทั้งสิ้นเสร็จแล้ว ศาลมีหน้าที่ต้องรับฟ้องไว้ทางเดียวเท่านั้น โดยไม่จำต้องคำนึงว่า หนี้ค่าภาษีถึงกำหนดหรือเลยกำหนดชำระขณะฟ้องหรือยัง หรืออีกนัยหนึ่งต้องถือว่าฟ้องโจทก์ไม่เป็นการต้องห้ามมิให้ประทับฟ้องตามมาตรา 39 แต่ประการใด ตรงข้ามกรณีดังนี้หากศาลไม่รับฟ้องก็น่าจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายมากกว่า เท่ากับเป็นการไม่ให้โอกาสโจทก์ใช้สิทธิทางศาลด้วยความชอบธรรม ส่วนข้อความที่พาดพิงถึงมาตรา 38 ในประโยคที่ว่า "เพราะเวลาซึ่งท่านให้ไว้ตามมาตรา 38 นั้น ได้สิ้นไปแล้ว ย่อมหมายถึงว่าระยะเวลา 90 วัน ได้ผ่านพ้นไปโดยยังไม่มีการชำระค่าภาษีตามการประเมินเบื้องต้นนั่นเอง เพราะที่ถูกนั้นเมื่อยังไม่ได้ชำระค่าภาษีตามมาตรา 38 ก็เป็นเรื่องเงินภาษีค้างชำระไปซึ่งตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทุเลาการชำระภาษีไว้เลย ถ้าหากเป็นกรณีที่ยังไม่พ้นกำหนดชำระค่าภาษีขณะฟ้องก็ต้องชำระค่าภาษีเสียก่อนฟ้องเช่นเดียวกันแสดงชัดว่ากฎหมายไม่ได้ถือเอาการชำระค่าภาษีตามมาตรา 38 เป็นข้อสารสำคัญแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเมื่อโจทก์มาขอปลดเปลื้องทุกข์ต่อศาลในเรื่องการประเมินภาษีโดยได้ชำระค่าภาษีจนครบถ้วนตามคำชี้ขาดของจำเลยก่อนฟ้องแล้ว ซึ่งย่อมเป็นการประกันการเก็บภาษีมิให้ตกเรี่ยเสียหายอยู่ในตัวเช่นนี้ ศาลจึงจำต้องรับฟ้องของโจทก์ไว้เพื่อชี้ขาดต่อไปว่าการประเมินภาษีไม่ถูกจริงหรือไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลไม่ควรลดค่าภาษีทั้ง 4 ปีให้โจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยประเมินภาษีจากรายได้ค่าเช่าห้องพักตามแบบ ภ.ร.ด.2 ของโจทก์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้รับประเมินจะต้องกรอกรายการตามความเป็นจริงตามความในมาตรา 20 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่มิได้สั่งการให้แก้ไขรายการเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือว่าเป็นจำนวนค่าเช่าสุทธิสำหรับการประเมินภาษี เพราะตามมาตรา 8 บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินนั้นให้เช่า ท่านว่าค่าเช่านั้นเป็นหลักคำนวณค่ารายปี" ฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอลดค่าภาษีลงโดยอาศัยเทียบเคียงเสมอกับโรงแรมอื่นแต่อย่างใด จะฟังว่าการประเมินภาษีของจำเลยไม่เป็นการถูกต้องหาได้ไม่ ไม่มีเหตุที่ศาลจะตัดสินลดภาษีให้โจทก์ได้ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2925/2516 นายดำรง วงศ์สุรวัฒน์ ฯลฯ โจทก์ เทศบาลเมืองนครราชสีมา โดยนายเสงี่ยม วัฒนธรรม นายกเทศมนตรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายดำรง วงศ์สุรวัฒน์ ฯลฯ · จำเลย - เทศบาลเมืองนครราชสีมา โดยนายเสงี่ยม วัฒนธรรม นายกเทศมนตรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสถียร ลิมปิษเฐียร · ถนอม ครูไพศาล · ชุ่ม สุนทรธัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5620/2536ฎีกา 1781/2509ฎีกา 2592/2529ฎีกา 4051/2524ฎีกา 3407/2534ฎีกา 3407/2551ฎีกา 4367/2541ฎีกา 5137/2539ฎีกา 8119/2540ฎีกา 5219/2534ฎีกา 230/2541ฎีกา 5875/2543ฎีกา 109/2517ฎีกา 1698/2518ฎีกา 10775/2557ฎีกา 860/2520ฎีกา 4893/2538ฎีกา 2289/2536ฎีกา 5120/2537ฎีกา 658/2545ฎีกา 2841/2553ฎีกา 3820/2534ฎีกา 5430/2557ฎีกา 4774/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา